เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง

“Final Score” ตามติดชีวิตพรีเมียร์ลีก

รูดม่านปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับฟุตบอลอังกฤษที่โม่แข้งกันมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว จนมาสิ้นสุดที่การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันเสาร์ (30 พ.ค.) และนี่คือทัศนะส่วนตัวของ lOhZz ที่มีต่อผลงานของทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2008/09

อันดับ 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ฤดูกาลนี้ปีศาจแดงยังทำงานผลงานได้ตามคาด การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ยืนยันได้ว่า พวกเขาเป็นทีมที่มีมาตรฐานดีที่สุดในอังกฤษเวลานี้ นอกจากนั้น พวกเขายังสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ และรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนสลีก แม้จะไปไม่ถึงดวงดาว แต่ก็ถือว่าผลงานอยู่ในระดับดีเยี่ยมเหมือนเดิม บวกกับการคว้าแชมป์ลีกคัพที่ใช้ชุดสำรองเล่นเป็นส่วนใหญ่ บ่งบอกได้ว่า แมนฯยูไนเต็ด มีขนาดทีมใหญ่และดีกว่าบิ๊กโฟร์ทีมอื่นๆพอสมควร
ผลสอบ : 9 คะแนน

อันดับ 2 ลิเวอร์พูล
ออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยฟอร์มร้อนแรง ครองจ่าฝูงได้อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนผลงานจะสะดุดในช่วงเดือนธ.ค.และม.ค.แม้จะมาเครื่องร้อนในตอนท้ายๆ แต่ก็ไล่ไม่ทัน ความผิดพลาดประการเดียว คือ การไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งในบ้านที่มักมาเล่นตั้งรับ จนเสียคะแนนไปมากมาย ขณะที่ ลีกคัพและเอฟเอคัพก็ชิงตกรอบตั้งแต่ไก่โห่ ส่วนแชมเปียนสลีกก็พ่ายให้กับคู่ปรับหน้าเดิมอย่างเชลซี แต่มองโดยรวมถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะทั้งรูปแบบการเล่นและสมดุลของทีม
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 3 เชลซี
ตอนต้นฤดูกาลขับเคี่ยวแย่งจ่าฝูงกับลิเวอร์พูลอย่างสนุก ก่อนแผ่วลงไปจนต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีม 83 คะแนนสำหรับทีมที่เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นถือว่าไม่ขี้เหร่เกินไปนัก ส่วนผลงานในฟุตบอลถ้วยถือว่าทำได้ดีเหมือนเคย แชมป์เอฟเอคัพและการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนสลีกแบบน่าเข้าชิงฯ แสดงให้เห็นว่า นักเตะเชลซียังเก๋าเกม ขาดแต่ลูกสดที่จะมากระตุ้นให้ทีมกระหายชัยชนะในลีกมากขึ้น
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 4 อาร์เซนอล
หมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่กลางๆฤดูกาล ผลงานแย่ถึงขนาดหลุดไปเป็นอันดับ 5 อยู่พักใหญ่ๆ ก่อนอาศัยประสบการณ์เข้าป้ายในอันดับที่ 4 คว้าตั๋วไปเล่นแชมเปียนสลีกฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ เกมรุกยังทำผลงานได้ดีตามมาตรฐาน แต่เห็นได้ชัดว่าจุดอ่อนอยู่ที่เกมรับ เสียประตูมากถึง 37 เม็ด อีกทั้งขนาดทีมยังเล็กเกินไปหากคิดจะประสบความสำเร็จในระดับสูงกว่านี้
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 5 เอฟเวอร์ตัน
จบฤดูกาลด้วยอันดับ 5 เป็นปีที่สองติดต่อกัน แถมยังเข้าชิงเอฟเอคัพอย่างพลิกความคาดหมาย ไม่มีซูเปอร์สตาร์ แต่อาศัยทีมเวิร์กเป็นจุดเด่น เล่นแบบถวายหัวใจ บดบี้ทุกจังหวะ ทำให้ทีมของเดวิด มอยส์ คว้าตั๋วไปเล่นยูโรปา ลีกในปีหน้าได้อย่างภาคภูมิ
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 6 แอสตัน วิลลา
ใช้ผู้เล่นอังกฤษเป็นแกนหลัก แต่สามารถครองอันดับ 4 ได้อยู่พักหนึ่ง จนมาร์ติน โอนีล ยอมทิ้งถ้วยยูฟ่า คัพ เพื่อมาลุ้นพื้นที่แชมเปียนสลีก แต่ทีมมีขนาดเล็กทำให้ยืนระยะในลีกไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง รูปแบบการเล่นดูจะพึ่งความเร็วของแอชลีย์ ยังและกาเบรียล อักบอนลาฮอร์มากไป จนทีมอื่นๆเริ่มจับทางได้ในที่สุด
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 7 ฟูแล่ม
ใครจะคิดว่าทีมระดับฟูแล่มจะทำผลงานได้ดีถึงขนาดคว้าสิทธิเข้าร่วมศึกยูโรปา ลีกได้ในฤดูกาลหน้า ทั้งที่ในทีมไม่มีผู้เล่นระดับบิ๊กเนมแม้แต่คนเดียว และฤดูกาลที่แล้วก็เพิ่งหนีตกชั้น รอดมาได้แบบหัวซุกหัวซุน แต่เจ้าสัวน้อยแห่งกรุงลอนดอนปีนี้เล่นด้วยความรัดกุม ไม่ผลีผลามและรู้จักประมานตน แม้เกมบุกจะทำได้ไม่ดี แต่จุดเด่นอยู่ที่การเล่นในบ้านและเกมรับ เสียประตูน้อยเป็นอันดับ 4 ของลีก
ผลสอบ : 9 คะแนน

อันดับ 8 สเปอร์ส
ด้วยศักยภาพตัวผู้เล่น น่าจะครองพื้นที่ยุโรปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ฮวนเด รามอส ผู้จัดการทีมคนเก่า ทำให้สเปอร์สเกือบต้องตกชั้นไปเล่นในลีกแชมเปียนชิพ ดีที่ผู้บริหารไหวตัวทันรีบดึงกุนซือมากประสบการณ์อย่างแฮรี เรดแนปป์เข้ามากู้สถานการณ์ จนผลงานดีขึ้น สามารถเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพก่อนแพ้ดวลจุดโทษแมนฯยูไนเต็ดแบบน่าเสียดาย
ผลสอบ : 6 คะแนน

อันดับ 9 เวสต์แฮม
เจอปัญหาวุ่นวายตั้งแต่ต้นฤดูกาล หลังอลัน เคอร์บิชลีย์ ลาออกจากตำแหน่งเพราะขัดแย้งกับผู้บริหาร แถมสปอนเซอร์และเจ้าของทีมโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานซะงอมพระราม แต่จิอันฟรังโก โซลา สามารถประคองทีมอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ด้วยการผสมผสานนักเตะต่างชาติกับนักเตะเยาวชนท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 10 แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ตั้งเป้าไว้ว่าจะก้าวขึ้นมาทาบรัศมีบิ๊กโฟร์ได้ หลังทุ่มเงินนับร้อยล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่เข้าร่วมทีมเกือบสิบคน ศักยภาพทีมมีพร้อมทุกอย่างทั้งสภาพการเงินและฐานแฟนบอล อย่างน้อยๆน่าจะติดอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า แต่ผลงานที่ออกมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นักเตะใหม่ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานของทีมได้ ส่วนผู้จัดการทีมอย่างมาร์ค ฮิวจ์ ดูเหมือนว่าจะถนัดกับการทำทีมแบบไม่มีความกดดันมากกว่า
ผลสอบ : 4 คะแนน

อันดับ 11 วีแกน
ทำผลงานได้ตามเป้าหมาย จบฤดูกาลด้วยอันดับดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของทีม แม้จะเสียห้องเครื่องคนสำคัญอย่างวิลสัน ปาลาซิออส ไปให้สเปอร์ส และเอมิล เฮสกีก็ตัดสินใจย้ายซบวิลลาในช่วงเดือนม.ค.แต่สตีฟ บรูซ ยังสามารถรักษาสมดุลของทีมไว้ได้ ทำให้วีแกนอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 12 สโต๊ค ซิตี้
เป็นเต็งจ๋าที่จะตกชั้นกลับไปเล่นในศึกแชมเปียนชิพ แต่โทนี พูลิส สามารถพาสโต๊คจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีกว่ายักษ์ใหญ่หลายๆทีม ส่วนสำคัญ คือ กึ๋นของผู้จัดการทีมที่ยึดมั่นกับการเล่นฟุตบอลไดเร็คท์ และการเสริมทัพด้วยนักเตะที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก เช่น เจมส์ บีทตี โทมัส โซเรนเซนและอับดุลลาย เฟย์
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 13 โบลตัน
รักษามาตรฐานเรื่อยๆมาเรียงๆของตัวเองได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนหนีการตกชั้น แม้จะมีงบประมาณทำทีมไม่มากนัก นักเตะเก่าๆยังทำผลงานได้ดี เช่น เควิน เดวิส ที่ปีนี้ซัดไป 12 ประตู ส่วนผู้มาใหม่ที่แกรี เม็กสันซื้อมา อย่าง แกรี เคฮิลล์ ได้รับคำชมอย่างมากที่ช่วยให้เกมรับของทีมแข็งแกร่ง
ผลสอบ : 6 คะแนน

อันดับ 14 ปอร์ทสมัธ
มีปัญหาทันทีเมื่อเสียแฮรี เรดแนปป์ให้สเปอร์ส ผู้มาแทนอย่างโทนี อดัมส์ก็มีเวลาไม่เพียงพอที่จะสร้างผลงานอะไรได้ ตกรอบยูฟ่าคัพ และเอฟเอคัพ ซึ่งตัวเองเป็นแชมป์เก่าด้วยฝีเท้าของสวอนซี ทีมในระดับแชมเปียนชิพ ส่วนอันดับในลีกก็ดิ่งลงเรื่อยๆ ทำให้ท้ายฤดูกาลต้องเจอกับความกดดันนิดหน่อย ยังดีที่นักเตะมีประสบการณ์สูงจึงเอาตัวรอดไปได้
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 15 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
ช่วงต้นฤดูกาลหน้าต้องเผชิญกับวิกฤติเมื่อพอล อินซ์ ไม่สามารถพาทีมกำชัยชนะได้แม้แต่ครั้งเดียวจากทั้งหมด 11 นัด การขายผู้เล่นตัวหลักอย่างแบรด ฟรีเดล และเดวิด เบนท์ลีย์ ทำให้ทีมอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะได้แซม อัลลาร์ไดซ์ กุนซือสัปเหร่อ เข้ามาปลุกผีนักเตะกุหลาบไฟ แต่ก็ทำดีที่สุดได้เท่าที่เห็น
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 16 ซันเดอร์แลนด์
อยู่ดีๆรอย คีนก็ลาออกจากทีมไป ทิ้งปัญหาก้อนมหึมาให้ไนออล ควินน์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรที่ตัดสินใจเลือกสตาฟฟ์โค้ชผู้ไร้บารมีอย่างริคกี้ สบราเกีย ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผจก.ทีมคนใหม่ สบราเกียสร้างความกระตือรือร้นให้กับนักเตะได้ช่วงหนึ่ง ก่อนจะดับวูบไปตามศักยภาพของทีม
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 17 ฮัลล์
รอดตายแบบโชคดีสุดๆ หลังแพ้ทีมสำรองของแมนฯยูไนเต็ดในวันปิดฤดูกาล ช่วงแรกๆสามารถทำผลงานได้อย่างน่าตกตะลึง เคยขึ้นสูงสุดถึงอันดับที่ 3 แต่ในช่วง 28 นัดหลังชนะได้แค่ 2 นัดและแพ้มากถึง 18 นัด จุดด้อยของทีม คือ กองหน้าที่คุณภาพต่ำเกินไป ดาวซัลโวของทีมกลายเป็นมิดฟิลด์เชิงสูงอย่างโจวานนี ส่วนกองหน้าแท้ๆของสโมสรทั้ง 5 คนยิงรวมกันได้แค่ 14 ประตูเท่านั้น
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 18 นิวคาสเซิล
หากไม่ใช้คำว่าผิดหวังก็ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาบรรยายผลงานของนิวคาสเซิลในปีนี้ ทั้งที่ตัวผู้เล่นก็ไม่ได้ด้อยกว่าทีมอื่นๆ แต่อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์อันตื้นเขินของผู้บริหารและประธานสโมสรที่ดันไปขุดกุนซือยุคดึกดำบรรพ์อย่างโจ คินเนียร์ มาทำงานแทนเควิน คีแกนที่ลาออกไป น้าโจเลยตอบแทนด้วยการลาไปผ่าตัดโรคหัวใจซะอย่างนั้น และยังทำผิดซ้ำซากด้วยการยื่นตำแหน่งให้อลัน เชียเรอร์ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การคุมทีม มากู้สถานการณ์ที่ดูจะยากเกินไป ทำให้ทีมต้องตกชั้นในที่สุด
ผลสอบ : 3 คะแนน

อันดับ 19 มิดเดิลสโบรช์
การเสริมทัพของโบโร่ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก กองหน้ายิงประตูได้น้อยมาก ดาวซัลโวสูงสุด คือ อฟองโซ อัลเวส ทำได้แค่ 7 ประตู ส่วนการเล่นนอกบ้านก็ย่ำแย่ เก็บชัยชนะได้แค่ 2 นัด หรือ 12.5% เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สโมสรนี้จะตกชั้น แต่ที่น่าแปลก คือ สตีฟ กิบสัน ประธานสโมสรที่เชื่อมั่นว่า แกเรธ เซาธ์เกต จะสามารถกอบกู้โบโร่ได้สำเร็จ
ผลสอบ : 4 คะแนน

อันดับ 20 เวสต์บรอมวิช
เป็นไปตามคาดหมาย ทีมเก่าแก่แห่งย่านมิดแลนด์รายนี้พยายามเต็มที่ในการดิ้นรนหนีการตกชั้น แต่คุณภาพนักเตะที่มีขีดจำกัดทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือว่าเวสต์บรอมวิชทำผลงานได้ดีกว่าทีมบ๊วยหลายๆทีมในช่วง 3-4 ปีหลังสุดที่มักทำคะแนนได้ไม่ถึง 20 แต้มด้วยซ้ำ
ผลสอบ : 5 คะแนน