เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่างนัดกันเสมอเรียบวุธทั้ง 3 คู่ และที่หนักไปกว่านั้น คือ เสมอแบบไร้สกอร์ทั้ง 3 คู่ ขณะที่ อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยอย่างอาร์เซนอล บุกไปถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้”ยำ”คาซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ถึง 0-3

เชลซีดูเหมือนจะเป็นทีมที่น่าเสียดาย 2 คะแนนที่หลุดลอยไปมากที่สุด เมื่อสถิติหลังเกมแสดงออกมาว่า พวกเขาบุก”กระหน่ำ”นิวคาสเซิลอยู่ฝ่ายเดียวทั้งเกม 90 นาที มีโอกาสยิงนับได้ถึง 33 ครั้ง แต่แปรเปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้สักครั้ง!!

เชลซีไม่คมพอในจังหวะสำคัญๆ และการตั้งใจมา”รับลึก”ถึงกรอบ 18 หลาของนิวคาสเซิลทำให้เชลซีต้องถ่ายบอลออกด้านข้างเพื่อเปิดบอลโด่งเข้ากลาง คล้ายกับเกมที่พวกเขาพ่ายแพ้ลิเวอร์พูล 0-1 คาบ้านเมื่อเดือนที่แล้ว และอเนลก้าก็ยังแสดงให้เห็นว่าเขากับลูกกลางอากาศนั้นไม่”กินเส้น”กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

หลังจบเกม “บิ๊กฟิล” หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ออกมาเหน็บแนมนิวคาสเซิลของโจ คินเนียร์ว่า เป็นทีมที่ดีกว่า เพราะตั้งใจมาอุดและก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย แต่อดีตกุนซือแชมป์โลกคนนี้ต้องไม่ลืมว่า ใครที่ไหนจะบ้ามาเปิดเกมแลกกับเชลซีในสแตมฟอร์ด บริดจ์!!??

เชลซีชุดนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง แบ๊คขวาที่เคยเป็นจุดอ่อนก็ได้ของจริงอย่างโฮเซ โบซิงวา มาเสริมทัพ ส่วนกองกลางที่แน่นอยู่แล้วยังได้เพลย์เมกเกอร์ระดับโลกอย่างเดโก้เข้ามาด้วยราคาถูกเป็น”ขี้”แค่ 8 ล้านปอนด์ ทำให้ศักยภาพของทีมชุดใหญ่ รวมถึงตัวสำรอง เรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ของอังกฤษเหนือ”แชมป์เก่า”อย่างยูไนเต็ดด้วยซ้ำ

“บิ๊กฟิล”จึงต้องทำใจและหาวิธีการเอาชนะการตั้งรับตลอดทั้งเกมของคู่แข่งให้ได้ ดีกว่าที่จะไปประชดประชัน ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด

ที่ผ่านมาเชลซีก็ต่อบอลทำเกมบนพื้นได้ดี แต่ยังขาดความหลากหลายในแดนหน้า ซึ่งถ้าได้ดิดิเยร์ ดรอกบา ศูนย์หน้าที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก กลับมา เชื่อได้ว่าเชลซีจะน่ากลัวกว่านี้อีกมาก

ส่วนเกมที่แอนฟิลด์ระหว่าง”รองจ่าฝูง”ลิเวอร์พูลกับฟูแล่ม ดูชื่อชั้นแล้วหงส์แดงน่าจะต้อนเอาชนะได้ไม่ยากเย็นนัก แต่รูปเกมที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ฟูแล่มสามารถป่วนลิเวอร์พูลได้ตั้งแต่เริ่มเกมด้วยซ้ำ

นัดนี้ ลิเวอร์พูลไม่มีสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์กัปตันทีมที่บาดเจ็บตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่ากองกลางตัวรุกที่นั่งสำรองเจอร์ราร์ดอย่างลูคัส ไลวา นั้นยังไม่สามารถ”ทดแทน”การหายไปของกัปตันไดนาโมผู้นี้ได้ รวมถึงการหลุดฟอร์มของนักเตะหลักๆอย่าง เดิร์ก เคาท์และร็อบบี้ คีน ซึ่งทำท่าจะออกทะเลหาปลาไม่ยอมเข้าฝั่งซะแล้ว

ลูคัส อาจจะเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปอเมริกาใต้สมัยเล่นให้กับเกรมิโอ แต่กับฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งมีจังหวะการเล่นที่รวดเร็วกว่าในบราซิล อีกทั้งด้วยวัยและประสบการณ์อาจจะทำให้ลูคัสยังต้อง”เรียนรู้”อีกมาก

คำถามที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการเปลี่ยนตัวฮาเวียร์ มาสเคราโน่ออกแล้วให้ ชาบี อลองโซ่ ลงมาแทนในช่วงนาที 65 เข้าใจว่าราฟาเอล เบนิเตซ ต้องการการผ่านบอลอันแม่นยำของมิดฟิลด์แชมป์ยุโรป แต่ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความ”แตกต่าง”มากนัก เพราะฟูแล่มใช้วิธีรับลึกเช่นเดียวกัน ทำให้ลูกผ่านยาวๆของ อลองโซ่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์

ส่วนตัวทะลุทะลวงที่ราฟาส่งลงมาด้วยความหวังอย่าง ไรอัน บาเบล ก็ไม่อยู่ในฟอร์มที่จะพึ่งพาอะไรได้ นาบิล เอลซาร์ ก็ได้เวลาน้อยเกินไป คำถามก็คือ ทำไมมิดฟิลด์ตัวทำเกมอย่าง ยอสซี เบนายูน ถึงไม่ได้รับโอกาสเมื่อลิเวอร์พูล”ขาด”จินตนาการในการเล่นพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งต้องใช้ผู้เล่นที่ครองบอลได้ดีอย่างเบนายูน

ก่อนหน้านี้ มีข่าวออกมาว่า เบนายูน เริ่มบ่นกระปอดกระแปดที่ไม่ได้ลงเล่นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มมองหาลู่ทางย้ายออกไปเล่นให้ทีมที่ให้โอกาสเขามากกว่านี้ ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราฟาเชื่อใจเด็กทีมสำรองอย่างเอล ซาร์ ก่อนกัปตันทีมชาติอิสราเอลอย่างเขา ทำให้ช่วงตลาดเปิดเดือนม.ค.นี้ เบายูนมีโอกาส”ย้าย”ออกจากถิ่นแอนฟิลด์ค่อนข้างสูง

ในเดือนม.ค.นี้เอง ลิเวอร์พูลน่าจะขยับตัวในตลาดซื้อขายอีกสักครั้ง เพราะผู้เล่นสำรองของพวกเขา เช่น เจอร์เมน เพนแนนท์ ลูคัส อันเดรีย ดอสเซนา ฯลฯ ไม่สามารถ”ทดแทน”ตำแหน่งตัวจริงได้เหมือนกับเชลซี และจะส่งผล”กระทบ”ต่อการลุ้นแชมป์ลีกแรกในรอบเกือบ 20 ปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน”แชมป์เก่า”อย่างยูไนเต็ด ก็พลาดโอกาสในการทำแต้มไล่จี้สองทีมนำ เพราะทำได้แค่เสมอกับแอสตัน วิลลา 0-0 ที่วิลลา ปาร์ค ซึ่งวิลลาเองวางแผนรับมือปีศาจแดงด้วยแทคติกที่คล้ายคลึงกับเกมที่บุกทุบอาร์เซนอลแตกกระเจิงคาเอมิเรตส์ สเตเดียม ด้วยการยัดมิดฟิลด์ตัวรับถึง 3 คน และทิ้งกาเบรียล อักบอนลาฮอร์ ตัวจี๊ดทีมชาติอังกฤษ ไว้ข้างหน้าคนเดียว

ปรากฎว่า รูปเกมของวิลลาไม่ได้เป็นรอง มีโอกาสเล่นเกมโต้กลับอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความเร็วของ”แก๊บบี้”ก็สร้างปัญหาให้ริโอ เฟอร์ดินานด์และเนมันยา วิดิชได้พอสมควร ส่วนยูไนเต็ดก็มีโอกาสพอกัน แต่เวย์น รูนีย์ และ คาร์ลอส เตเวซก็นัดกันตีนบอด ว่ากันว่าถ้ารูนีย์เล่นด้วยฟอร์มเหมือนกับสมัย 3-4 ปีก่อนที่เพิ่งขึ้นชั้นมาใหม่ๆ ยูไนเต็ดน่าจะมี 3 แต้มกลับบ้านได้ไม่ยากนัก

ขณะที่ อาร์เซนอลกลายเป็นทีมที่เละเทะที่สุด หลังอาร์แซน เวนเกอร์ตัดสินใจ”ปลด”วิลเลียม กัลลาส ออกจากตำแหน่งกัปตันทีม สภาพจิตใจในทีมเรียกได้เลยว่า”ย่ำแย่”เอามากๆ

ดูจากสภาพผู้เล่นแล้วการชิงตำแหน่งอันดับ 4 ในปีนี้คงไม่ง่ายสำหรับพวกเขาแน่ๆ กองหลังตัวสำรองอย่าง เกวิน ฮอยท์หรือโยฮัน ชูรู ยังไม่ถึงชั้น ขณะที่ดาวรุ่งคนอื่นๆ เช่น คาร์ลอส เวลา แจ๊ค วิลเชียร์ อารอน แรมซีย์ ฯลฯ ยังเด็กเกินไปที่จะแบกทีมไว้ด้วยตัวเอง

การแต่งตั้งเชส ฟาเบรกาส ให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ด้วยวัยแค่ 21 ปี อาจได้กระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะเพื่อนร่วมทีมต่างออกมาสนับสนุนเขา แต่เมื่อใดที่ผลงานของทีมไม่ดีขึ้น นั่นก็จะกลายเป็น”บทพิสูจน์”ว่าฟาเบรกาสจะสามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ดีกว่ารุ่นพี่อย่างกัลลาสที่มักจะโยนบาปให้รุ่นน้องหรือไม่

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน 34 แต้มจาก 15 นัด แม้จะทำได้แค่เสมอกับทีมอย่างเวสต์แฮมทั้งที่เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ ขณะที่”อดีต”จ่าฝูงจากกรุงลอนดอนมี 33 แต้มจาก 15 นัดเท่ากัน

ราฟาเอล เบนิเตซ แสดงความพึงพอใจต่อผลงานของลูกทีม โดยนำเอาข้อมูลในช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในขณะนั้น ลิเวอร์พูล”ตามหลัง”ทีมนำอย่างอาร์เซนอลถึง 9 แต้ม

อย่างไรก็ตาม กูรูหลายคนในอังกฤษเริ่มส่งเสียง”กังวล”ต่อฟอร์มการเล่นของอดีตแชมป์ลีก 18 สมัยที่สองนัดล่าสุดไม่สามารถ”ทำประตู”คู่แข่งที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 10 และ 13 ได้แม้แต่ลูกเดียว

ทอมมี สมิธ อดีตปราการหลังกัปตันทีมลิเวอร์พูลในยุคทศวรรษ 1960 – 1970 ซึ่งปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเอ๊คโค่ ให้ทัศนะไว้อย่างน่าฟังว่า ทีมรักของเขาเล่นด้วยความ”อดทน”มากเกินไป ต่างจากเมื่อต้นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลนั้นเล่นด้วยความมุ่งมั่น ดุดันและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

สมิธ มองว่า ลิเวอร์พูลพยายามดึง”จังหวะ”เกมให้ช้าลง เห็นได้จากที่นักเตะแต่ละคนพยายามผ่านบอลให้กันมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดูไม่”เนียน”และจับทางได้ง่าย และการเล่นหลายจังหวะก็ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อรูปแบบการเล่นมากขึ้นไปอีก

ตำนานขาโหดของลิเวอร์พูล ยังแนะร็อบบี้ คีน ศูนย์หน้าซึ่งทำได้แค่ 4 ประตูจาก 22 นัด ว่า ควรจะเปลี่ยนวิธีการเล่นให้”ขี้เกียจ”มากขึ้น เพราะกองหน้าจอมขยันรายนี้มักจะวิ่งไล่กดดันคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่ได้ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณกรอบเขตโทษและใช้”สัญชาตญาน”นักล่าที่ศูนย์หน้าส่วนใหญ่ควรกระทำ

สำหรับ อัลเบิร์ต ริเอรา ปีกซ้ายทีมชาติสเปน ซึ่งพักหลังดูฟอร์มจะตกลงไป สมิธ แนะนำว่า ควรออกไปเล่น”ด้านกว้าง”ให้มากขึ้น พร้อมทั้งบอกให้ผู้เล่นลิเวอร์พูลคนอื่นๆยืนห่างจากริเอราให้มากกว่าเดิม เพราะริเอราจะสร้าง”ประโยชน์”ได้อย่างเต็มที่เมื่อเผชิญหน้ากับกองหลังตัวต่อตัว ซึ่งถ้ามองกันดีๆก็จะเห็นว่า ริเอรา เล่นแบบ”ข้ามาคนเดียว”ดีกว่าเล่นกับเพื่อนร่วมทีมจริงๆ

ขณะที่ ฟิล แมคนัลตี นักวิจารณ์ฟุตบอลอาวุโสของบีบีซี ชี้ว่า คีนมีปัญหาในการรับมือกับ”แรงกดดัน”ที่ถาโถมเข้าใส่ในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล คล้ายคลึงกับเครก เบลลามี อดีตศูนย์หน้าลิเวอร์พูล ที่สามารถเล่นได้อย่างสุดยอดในฐานะนักเตะเวสต์แฮมเมื่อกลับมาเยือนแอนฟิลด์

คีนกับเบลลามี มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน เช่น สามารถพิสูจน์ตัวเองกับทีมขนาด”เล็กกว่า”ลิเวอร์พูลมาแล้ว และยังเป็นเดอะ ค็อปตัวยงกันมาตั้งแต่เด็กด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่ต่างไปคือ “ค่าตัว” เพราะคีนถูกซื้อมาด้วยราคาสูงถึง 20.3 ล้านปอนด์ทำให้ความ”คาดหวัง”ในตัวเขามากกว่าเบลลามี ซึ่งมีค่าตัวแค่ 6 ล้านปอนด์ ค่อนข้างเยอะ

หลายฝ่ายยังเริ่มพูดถึง”โอกาส”ในการลงสนามของไรอัน บาเบล ศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ในปีนี้ได้รับโอกาสน้อยมาก แม้กระทั่งเกมนัดล่าสุด ราฟายังตัดสินใจเลือกใช้ดาวิด เอ็นก๊อก กองหน้า”ไร้ดีกรี”จากฝรั่งเศส ก่อนหน้าเจ้าของสถิติ 10 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ บาเบลเคยออกมาบ่น”น้อยใจ”ต่อโอกาสและตำแหน่งที่เขาได้รับจากผู้จัดการทีม หลังถูกจับไปเล่น”ปีกซ้าย”หรือไม่ก็นั่งสำรอง เพราะตำแหน่งที่เขาถนัดจริงๆก็คือ “ศูนย์หน้าตัวเป้า”

จริงอยู่ที่บาเบล”ฟอร์มตก”ลงไปและจังหวะการ”เล่นเป็นทีม”แทบจะไม่มีให้เห็น แต่ด้วยความเร็วและพลังในการยิงประตู เขายังดู”อันตราย”กว่าคีนและเอ็นก๊อกอย่างเห็นได้ชัดในเกมที่ผ่านมา และศักยภาพของเขาน่าจะ”ทดแทน”การขาดหายไปของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งของทีมที่เจ็บไป ได้ดีกว่าคนอื่นๆ

ราฟาย้ำมาตลอดว่า ลิเวอร์พูลของเขายังสามารถ”พัฒนา”ระดับการเล่นได้อีกมาก เปรียบเสมือนแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่เพียง”ครึ่งแก้ว” แต่ในสถานการณ์ที่ทีมที่น้ำ”ล้นแก้ว”อย่างแมนฯยูไนเต็ด เริ่มไล่จี้ทำคะแนนไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ เดอะค็อปหลายคนคง”ภาวนา”ให้ผู้จัดการรายนี้หาวิธีเติมน้ำให้เต็มแก้วเสียที เพราะพวกเขาต่าง”กระหาย”ความสำเร็จในฟุตบอลลีกที่ขาดหายมานานเกือบ 20 ปีเข้าไปแล้ว

อลัน แฮนเซ่น : “พวกเอ็งจะโห่กันไปถึงไหน(วะ)”

เอ็มมานูเอล เอบูเอ้แบ๊คสารพัดประโยชน์ของอาร์เซนอล คงรู้สึกได้ถึงความ”ฉุนเฉียว”ภายในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ต้นสังกัดของเขาสามารถเอาชนะวีแกนได้ 1-0 ก็ตามที เพราะเขากลายเป็น”ตัวสำรอง”ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

อาร์แซน เวนเกอร์คงต้องคิดและตัดสินใจ”ยาก”พอควรก่อนที่จะนำตัวลูกทีมของเขาออกจาก”พายุโห่”ของแฟนอาร์เซนอล แต่มันคือการตัดสินใจที่”กล้าหาญ”และ”ถูกต้อง”

หากอาร์เซนอลนำห่าง 3 ลูก ผมคาดว่า อาร์แซนคงปล่อยให้เอบูเอ้อยู่ในสนามจนจบเกมส์ แต่เขา ยืนยันว่า เอบูเอ้เป็นตัว”อันตราย”ต่อทีมในการรักษาสกอร์นำ 1-0

นักฟุตบอลทุกคนคงได้รับการสั่งสอนมาตลอดชีวิตว่า แฟนฟุตบอลเป็นคน”จ่าย”เงินค่าเหนื่อยให้พวกเรา และมี”สิทธิ”ที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองได้เสมอ แต่ผมสามารถบอกกับแฟนๆคนใดก็ตามที่ชอบ”โห่”และ”ถากถาง”ผู้เล่นในทีมที่ตนเองสนับสนุน ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้าง”ประโยชน์”อะไรทั้งนั้น

“ผมไม่เคยเห็นนักเตะคนใดในประวัติศาสตร์ที่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ทั้งที่มีเสียงโห่ของแฟนทีมตนเองเต็มสองรูหูอยู่แบบนั้น และจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ผมพูดได้เลยว่า ไม่มีความรู้สึกใดที่ดีไปกว่าการได้รับการหนุนหลังจากแฟนๆของตนเอง”

ผมเคยเผชิญหน้ากับประสบการณ์”ร้ายๆ”แบบนี้ในสมัยเล่นทีมชาติสก็อตแลนด์ในช่วงเวลาที่กระแส”ต่อต้าน”ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอังกฤษได้”ลุกลาม”เข้ามาถึงวงการฟุตบอลสก็อต ทำให้นักเตะสก็อตที่เดินทางไปค้าแข้งในลีกอังกฤษมักจะถูก”โห่ฮาป่า”เป็นประจำ

ถ้าผมจำไม่ผิดเกมนั้นสก็อตแลนด์เล่นในบ้านที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก พบกับสวิตเซอร์แลนด์ ผมกำลังอบอุ่นร่างกายก่อนลงสนาม โดยปกติแล้ว ผมมักจะอบอุ่นร่างกายกับแกรม ซูเนสส์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยกัน เพราะแฟนๆมักจะโห่แกรมมากกว่าผม แต่เกมนั้นซูเนสส์ไม่ได้ลงเล่น ทำให้ผมได้ยินเสียงตะโกนด่าจากทุกสารทิศ จากหนึ่งเป็นสอง และดูเหมือนจะลามเหมือนไฟไหม้ป่า

ผลที่ได้คือ ผมต้องใช้เวลาอีก 30 วินาทีในการเตรียม”สมาธิ”เข้าสู่เกม แต่ผมก็ยังรู้สึก”เครียด”ทุกครั้งที่บอลมาทางผม มันทำให้ผมเครียดเอามากๆ เพราะ”สไตล์”การเล่นของผม คือ เอาบอลไว้กับตัว พยายามไม่เล่นโฉ่งฉ่าง และนั่นก็อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์”ตึงเครียด”แบบนั้น แม้ผม”พยายาม”ไม่ใส่ใจและเล่นตามเกมส์ไป แต่อยากจะบอกคุณๆไว้ว่า มันไม่ได้ทำให้ผมเล่นดีขึ้นเลย

เอบูเอ้คงจะรู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นเมื่อวันเสาร์ทีผ่านมา และการที่อาร์แซนตัดสินใจถอดเขาออก อาจทำให้”สาวก”อาร์เซนอลบางคนได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า พวกเขาได้”ล้ำเส้น”ในสิ่งที่แฟนบอลจะ”ปฏิบัติ”กับนักเตะของทีมที่ตัวเองสนับสนุนมา”มาก”เกินไปแล้ว

อย่างไรก็ดี อาชีพนักฟุตบอลก็”จำเป็น”ต้องผ่านช่วงเวลาในการกู้ชื่อเสียงและเรียกความ”มั่นใจ”ของตัวเองกลับคืนมา และอาร์แซนก็คงจะส่งเอบูเอ้ลงสนามอีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม เพราะเขาเป็นคนที่รู้วิธีที่”ดี”ที่สุดในการเรียกฟอร์มของแบ๊คทีมชาติไอวอรี โคสต์คนนี้กลับคืนมา

ผมไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์ของการโห่”บ้าบอ”นี่ทั้งหมดหรอก แต่ผมเดาได้ว่าแฟนๆคงรู้สึกว่าเอบูเอ้เล่นไม่ค่อยดีนักก่อนที่จะบาดเจ็บไป และความจริงที่”โหดร้าย”ของฟุตบอล คือ แฟนๆมักจะมีนักเตะใน”ดวงใจ”อยู่แล้วและมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อนักเตะคนหนึง”โชว์”ทักษะ 5 ครั้ง ผ่านบอลธรรมดา 5 ครั้งและทำผิดพลาด 5 ครั้งในเกมส์เดียวกัน หากนักเตะคนนั้นเป็นที่”ชื่นชอบ” แฟนๆก็จะ”จดจำ”แต่การโชว์ทักษะชั้นเยี่ยมทั้ง 5 ครั้ง แต่ถ้านักเตะคนนั้น”ไม่”เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล การทำพลาดทั้ง 5 ครั้งก็จะ”ตราตรึง”อยู่ในสมองของแฟนๆ และนักเตะจำพวกนี้ก็มักจะตกเป็น “แพะ”ในวันที่ทีมพ่ายแพ้อยู่เสมอๆ

เอบูเอ้ไม่ใช่นักเตะ”ขยะ”และผมเชื่อว่าแฟนๆทีมอื่นบางคนจะ”ปรบมือ”ให้กำลังใจเขา เพราะสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่นั้นมัน”เกิน”ทน แม้จะเป็นเรื่อง”ยาก”ที่จะทำให้ทุกคนทำเช่นนั้น แต่แฟนบอลจะ”ตอบแทน”คุณ หากคุณทำงาน”หนัก”พอและผมเชื่อว่าเอบูเอ้สามารถทำได้ เพราะเขายังมีผู้จัดการทีม”ชั้นเยี่ยม”อย่างอาร์แซนและเพื่อนร่วมทีมที่จะช่วยกันพาเขาผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้

หมายเหตุ : แปลและเรียบเรียงจากบทความของอลัน แฮนเซ่น อดีตนักเตะระดับตำนานของลิเวอร์พูล ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ให้กับบีบีซี

ชายผู้ไร้ประสบการณ์กับงานที่ดูจะหนักเกินไป!?

เรียบร้อยโรงเรียนพรีเมียร์ลีกไปอีกรายสำหรับพอล อินซ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ที่ถูกจอห์น วิลเลียม ประธานสโมสรแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส “ไล่ออก”จากตำแหน่งสดๆร้อนๆหลังทำผลงาน”ย่ำแย่”ไม่ชนะใครในลีกติดต่อกันถึง 11 นัด

ก่อนอินซ์จะถูกปลดจากตำแหน่ง แบล็คเบิร์นเก็บชัยชนะได้แค่ 3 นัด รั้งตำแหน่ง”รองบ๊วย”ด้วย 13 คะแนน ห่างจากทีม”บ๊วย”อย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบียน แค่แต้มเดียว ผิดวิสัยทีมอย่างแบล็คเบิร์นที่ในรอบหลายปีหลังอย่างแย่ที่สุดก็น่าจะอยู่ระดับกลางตาราง

ทีมกุหลาบไฟในปีนี้มี”จุดอ่อน”เยอะมาก โดยเฉพาะ”เกมรับ” 17 นัดที่ผ่านมา โดนคู่แข่ง”ทะลวงไส้”ไปแล้วถึง 34 ประตู เกมรุกก็ทำได้แค่ 17 ประตู เฉลี่ยนัดละลูก เกมรับ”แย่” เกมรุก”ฝืด”แบบนี้ก็เตรียม”ตกชั้น”นะสิครับ

กองหน้าตัว”ความหวัง”อย่างโรเก ซานตาครูซที่ปีก่อนตะบันได้ 23 เม็ดรวมทุกรายการ มาในปีนี้ทำไปได้แค่ 3 ลูก ทั้งที่เพื่อนร่วมทีมก็เป็นหน้าเดิมๆจากยุคของมาร์ค ฮิวจ์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของอินซ์สมัยโลดแล่นอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สิ่งที่”เห็น”ได้ชัดที่สุด คือ แบล็คเบิร์นไม่หลงเหลือความ”ดุดัน”ที่เคยเป็น”จุดเด่น”ของพวกเขาเลย แม้ว่าสมัยเป็นนักเตะ อินซ์จะเป็นพวก”บู๊ล้างผลาญ”ก็ตามที

กองกลางอย่างคีธ แอนดรูวส์ ศิษย์รักที่หอบหิ้วกันมาจากมิลตัน คีย์นส ดอนส์ ทีมเก่าของอินซ์ที่ตอนนี้อยู่ในระดับลีก วัน หรือดิวิชั่นสองเดิมนั้นยัง”ชั้น”ไม่ถึง และการตัดสินใจดันเบร็ต เอเมอร์ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เล่นแบ๊คขวาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ขึ้นมาแทนตำแหน่งของเดวิด เบนท์ลีย์ ปีกขวาทีมชาติอังกฤษที่ขายไปให้สเปอร์ส ก็ดูจะไม่เกิด”ประโยชน์”มากสักเท่าไร

แต่สิ่งที่”เสียหาย”มากที่สุดสำหรับแบล็คเบิร์นในสายตาผม คือ การปล่อยตัวแบรด ฟรีเดล นายทวารจอมหนึบชาวอเมริกัน ออกไปให้กับแอสตัน วิลล่า แล้วไปดึงผู้รักษาประตูที่น่าจะ”ห่วย”ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษอย่างพอล โรบินสัน มาแทน

ฟรีเดลนั้นเป็น”หัวใจ”ของแบล็คเบิร์นมานานเกือบสิบปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาล 2000-01 โดยนายทวารอาภัพเส้นผมรายนี้ลงเล่นให้กับสโมสรไปมากกว่า 300 นัด แถมทำประตูจากการขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมได้อีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่แบล็คเบิร์นจวนเจียนจะเสียประตู ก็ได้ฟรีเดลนี่แหละที่เป็นคนช่วยเอาไว้ ต่างจากโรบินสันที่ปัจจุบันไม่เหลือ”ฝีไม้ลายมือ”เหมือนกับช่วงที่ทะลุขึ้นมาใหม่ๆกับลีดส์ ยูไนเต็ดเมื่อเกือบสิบปีก่อน

จริงแล้วๆถ้าดูตามประวัติการทำงานของอินซ์ก็ไม่ได้”ขี้เหร่”อะไร นับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมกับสวินดอน ทาวน์ ไล่มาถึงแม็คเคิลสฟิลด์ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จกับมิลตัน คีย์น ดอนส์ โดยอินซ์สามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกทู หรือดิวิชั่นสาม ได้สำเร็จภายในฤดูกาลเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของอินซ์มี”น้อย”เกินไปสำหรับการก้าวขึ้นมาสัมผัสงานระดับพรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่ายากและ”โหดหิน”กว่าระดับลีกทูมากนัก อีกทั้งสโมสรในพรีเมียร์ลีกก็ไม่ค่อยให้เวลากับผู้จัดการทีม”หน้าใหม่”เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะ ในปัจจุบันมาตรฐานของลีก”สูง”ขึ้นกว่าเดิมมาก ใครเผลอก็อาจหล่นไปอยู่ในโซน”ตกชั้น”ได้ทันที และการตกชั้นนั่นก็หมายถึงการ”สูญเสีย”รายได้จากการถ่ายทอดสดและการขายลิขสิทธิ์ต่างๆมากกว่า 40 ล้านปอนด์

แน่นอนว่าอินซ์คงไม่น่าจะได้รับ”โอกาส”ให้กลับมาเป็นผู้จัดการทีมระดับพรีเมียร์ลีกในเร็ววันนี้แน่ แต่สิ่งที่อินซ์”จำเป็น”ต้องทำคือ การ”เก็บเกี่ยว”ประสบการณ์กับทีมระดับล่างๆลงไปก่อน ซึ่งทีมระดับแชมเปียนชิพหรือลีกวันน่าจะเป็นตัวเลือกที่”ดี”สำหรับเขา

ด้วยอายุของอินซ์แค่ 41 ปี เขายังสามารถไปได้”ไกล”กว่านี้ อยู่ที่ว่าตัวเขาจะเองพร้อมที่จะ”สู้”ต่อหรือไม่ เช่นเดียวกับมิดฟิลด์รุ่นน้องอย่างรอย คีนที่ถอดใจ”ไขก๊อก”จากตำแหน่งผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้

อย่างที่ใครหลายคนว่าไว้ว่าชีวิตคือ”บทเรียน”และคนฉลาดก็มักจะ”เรียนรู้”จากความ”ผิดพลาด” ทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่าหากอินซ์และคีน”สู้ฟัด”เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำให้แฟนบอลได้เห็นเมื่อสมัยยังเป็นนักเตะแล้วละก็ โอกาสบนเส้นทางสายนี้ยัง”เปิดกว้าง”อยู่เสมอครับ

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดี เลยแปลมาให้อ่านกัน

–แฮร์รี เร้ดแนปป์กับแชมป์เอฟเอคัพที่ตัวเองสุดปลื้ม–

เป็นการตอบคำถามแฟนๆของปูชนียบุคคล 2 รายที่ขลุกอยู่ในวงการฟุตบอลอังกฤษมานานหลายทศวรรษ ได้แก่ แฮร์รี เร้ดแนปป์ ผู้จัดการทีมทอตแนมฮอทสเปอร์ส และเทอร์รี เวนาเบิลส์ อดีตกุนซือสเปอร์ส ทีมชาติอังกฤษและบาร์เซโลนา เริ่มกันเลยละกัน

เงินเป็นปัจจัยสำคัญเหลือเกินในการครอบครองพรีเมียร์ลีกของเหล่า”บิ๊ก โฟร์”และผู้จัดการทีมสมัยนี้ก็ถูกไล่ออกเร็วเหลือเกิน คิดว่าการตั้งเพดานจำกัดเงินเดือนของผู้เล่นจะช่วยอะไรได้ไหม

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : หากเราอยู่ในโลกแห่งอุดมคติละก็ ความคิดนี้แม่งโคตรเจ๋งเลย แต่มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอ แทบเป็นไปไม่ได้เลย หากสโมสรใหญ่ๆต้องการเซ็นสัญญากับนักเตะชื่อดัง พวกเขาก็จะหาทางทำมันให้ได้นั่นแหละ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มโบนัส ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ การหักส่วนแบ่งในการย้ายทีมให้กับนักเตะ ผู้จัดการทีมจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องค่าเหนื่อย มันเป็นหน้าที่ของประธานสโมสรและประธานบอร์ดบริหาร พวกเขามีงบประมาณและก็จะจ่ายตามที่พวกเขาสามารถจ่ายได้

สโมสรต่างๆควรตั้งเพดานค่าเหนื่อยของตัวเอง เพื่อสร้างความสมดุลในบัญชี ต่อคำถามที่ว่า สโมสรจะเริ่มจำกัดค่าเหนื่อยอย่างไรและเมื่อไร ผมก็จะถามกลับว่า คุณเคยเห็นนักเตะคนนึงได้รับค่าเหนื่อย 130,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่ฤดูกาลถัดมาได้ค่าเหนื่อแค่ 30,000 ปอนด์ไหมละ ผมไม่เคยเหมือนกัน

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : ผมไม่คิดว่านั้นคือทางออกนะ และผมไม่เชื่อด้วยว่ามันจะช่วยเปลี่ยนสมดุลทางอำนาจในพรีเมียร์ลีก สโมสรควรได้รับอนุญาตให้จ่ายเงินได้ตามที่พวกเขาต้องการ ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นการควบคุมการค้า แต่ภาวะตลาดสินเชื่อที่เริ่มส่งผลกระทบในปัจจุบัน จะทำให้พวกเขาลดค่าเหนื่อยลงมาอยู่ดี สมัยเด็กๆ ผมถูกสอนมาว่า อะไรที่เราไม่ควรจ่ายหรืออะไรที่เราไม่ควรมี ผู้บริหารสโมสรก็ควรจะเรียนรู้ในการปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ไม่มีเหตุผลของนักเตะและเอเยนต์บ้าง

เกมไหนที่พวกคุณคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีส่วนร่วมในฐานะผู้จัดการทีม

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : ของผมจะต้องเป็นเกมเอฟเอคัพรอบชิงปีที่แล้วที่เวมบลีย์กับปอร์ทสมัธ มันยอดเยี่ยมมากๆสำหรับแฟนๆ สำหรับผม สำหรับสโมสร และสำหรับการแข่งขันที่ไม่มีทีม”บิ๊ก โฟร์”เข้ามาเกี่ยวข้องในเกมนั้น มันเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่มากในการนำทีมสู่สนามนิว เวมบลีย์ นี่คือสุดยอดของอาชีพผมจนถึงปัจจุบันนี้ แต่เกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากที่สุด จะต้องเป็นเกมที่ปอร์ทสมัธไปเยือนวีแกนเมื่อหลายปีก่อน แล้วสามารถคว้าชัยชนะ จนสามารถรอดการตกชั้นมาได้

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : สำหรับผมต้องเป็นเกมที่อังกฤษเอาชนะฮอลแลนด์ 4-1 ในรอบแปดทีมสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 1996 ที่สนามเวมบลีย์ แต่อีกคืนที่ผมไม่สามารถลืมได้เลย คือ เกมระหว่างคริสตัล พาเลซกับเรกซ์แฮมในนัดสุดท้ายของฤดูกาลแรกของผมกับพาเลซ เราต้องชนะให้ได้อย่างน้อยสองประตูเพื่อเลื่อนชั้น เราขึ้นนำสองประตูอย่างรวดเร็ว แต่เรกซ์แฮมก็ตีเสมอได้สำเร็จก่อนหมดเวลา 90 นาที แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเรายิงนำเป็น 3-2 และคนที่สัมผัสบอลครั้งสุดท้ายในเกม คือ ราชิด ฮาร์คุก ยิงให้เราชนะไป 4-2 สุดยอดมากๆ

ลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ได้ไหม

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : ได้สิ ผมคิดว่าสตีเฟน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะที่เหลือเชื่อมาก เขาและเฟอร์นานโด ตอร์เราจะเป็นกุญแจสำคัญ ลิเวอร์พูลจัดการทีมได้ดีและเมื่อพวกเขาเล่นในบ้านก็ยากสำหรับทีมอื่นที่จะเอาชนะ บางทีจุดอ่อนเดียวของพวกเขา คือ ความสามารถในการเอาชนะทีมที่ต่ำชั้นกว่าในแอนฟิลด์เท่านั้น

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : แน่นอน ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ได้ แต่พวกเขาจะทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง พวกเขายกระดับตัวเองขึ้นมามากในปีนี้ และก็กลายเป็นทีมที่ยากจะเอาชนะตลอดสองสามปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาดูไม่เหมือนเดิมนะ ตั้งแต่เฟอร์นานโด ตอร์เรสเจ็บไป

สโมสรควรถูกตัดแต้มหรือไม่ หากผู้จัดการทีมของพวกเขาวิจารณ์ผู้ตัดสินมากจนเกินไป

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : ไม่นะ นี่เป็นคำถามที่แปลกมาก บางครั้งกรรมการสมควรได้รับคำตำหนิ แล้วคุณจะพูดว่าอะไรละ “โอ้ น่าสนุกมากเลยที่ผู้เล่นของเราโชคร้าย จนถูกกรรมการตัดสินว่า ประตูที่สามารถตัดสินชัยชนะให้ทีมได้ เป็นลูกล้ำหน้า” หากคุณต้องการให้ฟุตบอลเป็นอย่างนั้น ก็ยกเลิกการแถลงข่าวทั้งหมดแม่งเลยสิ รวมถึงการให้สัมภาษณ์หลังเกมกับสกายทีวีอะไรนั่นด้วย (ผู้จัดการทีมและนักเตะในพรีเมียร์ลีกจะต้องให้สัมภาษณ์กับช่องสกายทีวี ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก หลังจบเกมทุกนัด-ผู้แปล)

ผมจำได้มีอยู่วันนึง ผมคุมทีมไปเจอวูล์ฟ ผมถูกไล่ออก หลังจากที่ผมเดินไปคุยกับเดฟ โจนส์ ผู้จัดการของวูล์ฟ ระหว่างเกม เราเห็นตรงกันว่า ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ห่วยบรม จากนั้นผู้ตัดสินที่ 4 เดินเข้ามาแล้วถามว่าเรากำลังทำอะไรกัน ผมตอบเขาว่า “เพื่อนของคุณ มีวันที่ไม่ค่อยดีนักใช่ไหม” จากนั้นที่ผมรู้ก็คือ ผู้ตัดสินเดินเข้ามาพร้อมกับชูใบแดงให้ผม เหลือเชื่อโคตรๆ

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : ผมไม่เห็นด้วยเช่นกัน ผู้จัดการทีมทุกรายต่างเคยจวกผู้ตัดสินด้วยอารมณ์ชั่ววูบมาแล้วทั้งนั้น ส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกเสียใจภายหลัง การตัดแต้มเพียงเพื่อลงโทษผู้จัดการทีมน่าจะเป็นวิธีที่โหดเกินไปหน่อยนะ

–เทอร์รี เวนาเบิลส์ สมัยกุมบังเหียนทีมชาติ–

ผู้จัดการทีมสมัยนี้ได้แสดงความไม่เคารพสัญญาที่ทำไว้กับสโมสร เหมือนกับที่บรรดานักเตะได้ทำไว้ก่อนหน้านี้หรือเปล่า

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : แล้วสโมสรแสดงความซื่อสัตย์ต่อผู้จัดการทีมบ้างไหมละ ไม่ใช่แกรี่ แมคอัลลิสเตอร์หรอกหรือ ที่ถูกไล่ออกหลังทำทีมแพ้เพียงไม่กี่เกม ไม่ใช่พอล อินซ์หรอกหรือที่ถูกปลด หลังเข้ามาทำทีมได้ไม่กี่เดือน ประธานสโมสรแสดงความไม่ซื่อสัตย์ต่อเราเมื่อสถานการณ์ดูจะไม่เป็นใจ แล้วทำไมผู้จัดการทีมถึงไม่ควรจะทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและหน้าที่การงานละ

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : คุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงวันนี้ คือ ความซื่อสัตย์เพียงหนึ่งเดียวในฟุตบอลสมัยใหม่ มาจากแฟนๆ ที่ไม่มีสิทธิเลือก แต่ต้องอยู่กับทีมไปตลอด ผมไม่โทษผู้จัดการทีมคนใดก็ตามที่ย้ายสโมสรเพื่อความก้าวหน้า แต่ผมไม่ชอบวิธีที่แฟนๆปฏิบัติกับผู้จัดการทีมในปัจจุบัน แม้พวกเขาจะเป็นคนจ่ายเงินเข้ามาดูเกมก็จริงอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีสิทธิตัดสินใจว่าใครควรจะมาเป็นผู้จัดการทีมนี่

ใครจะเป็นผู้จัดการทีมชาวสหราชอาณาจักรคนต่อไปที่ประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีก

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : ผมได้ยินมาว่าเบรนดอน รอดเจอร์สของวัตฟอร์ดนั้นยังหนุ่มแน่น มีศักยภาพและทำงานได้ดี ผมอยากเห็นเขาพาวัตฟอร์ดกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ส่วนดาร์เรน เฟอร์กูสัน (ลูกชายเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน-ผู้แปล) ก็หน่วยก้านดีนะ เขาทำงานที่ปีเตอร์โบโรได้อย่างยอดเยี่ยมเชียวละ

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : มาร์ติน โอนีลทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับแอสตัน วิลลา แต่ถ้าคุณจะถามถึงผู้จัดการทีมชาวสหราชอาณาจักรคนต่อไปที่จะพาทีมความแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือแชมเปียนสลีกเหมือนกับเฟอร์กี ผมยังมองไม่เห็น

–เป็นที่รักของแฟนๆมากขนาดไหนดูภาพนี้คงรู้–

การซื้อผู้เล่นครั้งไหนดีที่สุดและแย่ที่สุดที่คุณเคยทำในฐานะผู้จัดการทีม

แฮร์รี เร้ดแนปป์ : การซื้อที่ดีที่สุดของผมมีอยู่สองครั้ง ครั้งแรก คือ การซื้อจอห์น วิลเลียมส์ สมัยที่ผมยังคุมบอร์นมัธอยู่ เขาเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟหุ่นน้องๆยักษ์เลยละ ค่าตัวแค่ 20,000 ปอนด์จากปอร์ทเวล เขาเล่นให้เรา 28 นัดในฤดูกาลนั้น พลาดไปแค่นัดเดียวเพราะติดโทษแบน และนัดนั้นก็เป็นนัดเดียวที่เราแพ้ในฤดูกาล เขามีขาอันทรงพลัง ใจใหญ่และมีบุคลิกที่เจ๋งเอามากๆ คานู คือ อีกคนที่ผมเลือก ประสบการณ์ของเขา ความสามารถเฉพาะตัวของเขาสร้างประโยชน์ให้กับปอร์ทสมัธมาก และเขาย้ายมาด้วยค่าตัวแค่ 0 ปอนด์!!

แย่ที่สุด ผมขอชี้ไปที่ มาร์โก บูเกอร์ส ศูนย์หน้าชาวดัทช์ ที่ผมซื้อมาสมัยคุมเวสต์แฮม ผมว่าเขามีชื่อเสียงในเรื่องราวนอกสนามมากกว่าที่เขาทำในสนามนะ เขามีค่าตัว 700,000 ปอนด์ แม้จะไม่มากไม่มาย แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้เราเช่นกัน เขาถูกไล่ออกในเกมเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากนั้นก็รีบกลับไปนอนในรถบ้านของเขาทันที!!

เทอร์รี เวนาเบิลส์ : ผมโชคดีที่ได้เซ็นสัญญากับผู้เล่นชั้นยอดมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ พอล แกสคอยน์ สมัยที่ผมยังอยู่กับทอตแนมฮอทสเปอร์ส เขาเป็นนักเตะอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคของเขาและอาจจะเจ๋งที่สุดตลอดกาลเลยก็ได้ ส่วนที่แย่ที่สุด ผมไม่ขอตอบละกัน กลัวเขาจะเสียใจน่ะ

หมายเหตุ : แปลและเรียบเรียงจากเวบไซต์ thesun.co.uk

RAFA’s shopping list

ในที่สุด ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลต่อไปอีก 5 ปี หลังจากยืดเยื้อกันมานานตั้งแต่ต้นฤดูกาล นั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดกุนซือชาวสแปนิชผู้นี้ก็จะอยู่กุมบังเหียนลิเวอร์พูลต่อไปจนถึงปี 2014 หรือ 10 ปีนับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งในถิ่นแอนฟิลด์เมื่อปี 2004

ราฟามีความสุขสุดๆกับแซมมี ลีที่สนามซ้อมเมลวูด

ตามข่าว ระบุว่า เบนิเตซจะรับค่าเหนื่อยอยู่ที่สัปดาห์ละ 85,000 ปอนด์ ตกปีละ 4 ล้านปอนด์ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รายงานของหนังสือพิมพ์เดอะซันที่ระบุว่า บอร์ดบริหารลิเวอร์พูลจะทุ่มเงิน 20 ล้านปอนด์ให้ราฟาไว้ซื้อนักเตะใหม่ในช่วงปิดฤดูกาล รวมกับอีก 12 ล้านปอนด์ที่ได้จากการขาย ร็อบบี้ คีน ออกไปเมื่อเดือนม.ค.

เงินกว่า 30 ล้านปอนด์ อาจดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับราคานักฟุตบอลในปัจจุบันที่เฟ้ออย่างหนัก นักเตะที่ติดทีมชาติอังกฤษเพียงแค่ 1-2 ครั้ง ก็อาจมีราคาถึงระดับ 10 ล้านปอนด์ได้อย่างสบายๆ

กฎของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่บังคับให้สโมสรที่เข้าแข่งขันฟุตบอลยุโรป ส่งรายชื่อนักเตะที่มาจากสถาบันฝึกภายในสโมสรอย่างน้อย 6 คน ทำให้การซื้อขายผู้เล่นของราฟา น่าจะเน้นไปที่นักเตะสัญชาติอังกฤษเป็นหลัก

เป้าหมายแรกของราฟา น่าจะเป็นฟูลแบ๊คฝั่งขวา เพราะที่ผ่านมา ราฟามี อัลวาโร อาร์เบลัว ให้ใช้งานเพียงแค่คนเดียว ส่วน ฟิลิป เดเกน ที่เซ็นมาฟรีจากดอร์ทมุนด์ ก็เจ็บออดๆแอดๆ เล่นเกมทางการไปแค่ 2 นัดทั้งฤดูกาล บางนัดราฟาต้องขยับ เจมี คาร์ราเกอร์ ออกมา ขนาด มาร์ติน สเคอร์เทล เซนเตอร์แบ๊คที่ดูเก้งก้าง ยังเคยโดนโยกมาเล่นด้านข้างมาแล้ว

ตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด คือ เกลน จอห์นสัน แบ๊คขวาทีมชาติอังกฤษของปอร์สมัธ ซึ่งสามารถเล่นแบ๊คซ้ายได้ ตรงกับแนวทางของราฟาที่ชอบนักเตะสารพัดประโยชน์อยู่แล้ว

จอห์นสันกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพกับปอร์สมัธ

จอห์นสัน เล่นได้คงเส้นคงวามาหลายฤดูกาล จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว 11 นัด จุดเด่นของเขา คือ ความเร็วและความหนักหน่วงตามสไตล์กองหลังอังกฤษ และในปีนี้ก็เติมเกมรุกขึ้นมายิงประตูสวยๆได้ถึง 3 ประตู

ที่น่าจับตามองอีกรายนึง คือ ซามี ฮูเปีย เซนเตอร์แบ๊คจอมเก๋าวัย 35 ปีที่จะหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่แน่ว่าจะได้รับการต่อสัญญาหรือไม่ แต่ดูจากฟอร์มการเล่นแล้ว ฮูเปีย ยังเล่นในระดับสูงได้อีกสักปี แม้ความเร็วจะไม่หลงเหลือ แต่การยืนตำแหน่ง การอ่านเกมของเขา พิสูจน์ให้ทุกๆคนได้เห็นโดยปราศจากข้อโต้แย้ง

หากฮูเปียไม่ได้รับการต่อสัญญา สื่อของอังกฤษหลายราย คาดว่า เดวิด วีเทอร์ กองหลังมิดเดิลสโบรช์ น่าจะเป็นคนที่เข้ามาแทนฮูเปีย แต่ผมมองว่า ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะฝีเท้าของวีเทอร์ดูจะธรรมดาเกินไป และเซนเตอร์แบ๊คก็เป็นตำแหน่งเดียวที่ราฟาไม่ค่อยโรเตชั่น หากฮูเปียจากไป สเคอร์เทล คาร์ราเกอร์และ แดเนียล แอกเกอร์ ก็น่าจะเพียงพอ แถมยังมีดาวรุ่งอย่าง มาร์ติน เคลลี ที่ราฟาเคยให้โอกาสลงเล่นในเกมแชมเปียนสลีก นัดเจอกับพีเอสวี ที่ฟิลิปส์ สเตเดียมในเนเธอร์แลนด์มาแล้ว

ปีกซ้ายยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญของลิเวอร์พูล แม้จะมี อัลเบิร์ต ริเอรา และ ไรอัน บาเบล แต่ราฟาเคยออกมาบอกว่า บาเบลจะได้รับโอกาสเล่นศูนย์หน้าตัวเป้าตามที่เจ้าตัวถนัดมากขึ้น ในขณะที่ ฟอร์มของริเอราก็เอาแน่เอานอนไม่ได้

สจวร์ต ดาวนิง ปีกมิดเดิลโบรช์ ซึ่งระเบิดฟอร์มสุดยอดในนัดถล่มลิเวอร์พูล 2-0 อาจจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมของกุนซือหัวเหม่งรายนี้ ยิ่งสถิติที่ผ่านมาบ่งบอกไว้ว่า ราฟานิยมซื้อผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มดีให้เขาเห็นกับตาในนัดเจอลิเวอร์พูล เช่น ปีเตอร์ เคราช์ สมัยอยู่กับเซาแธมป์ตัน และ ยอสซี เบนายูน สมัยอยู่เวสต์แฮม เป็นต้น

ดาวนิงโชว์พลิ้วหลบมิคาอิล เอสเซียงของเชลซี

ดาวนิงเป็นปีกที่โยนบอลเข้ากลางได้ดี มีความเร็วและยิงประตูได้สม่ำเสมอ และถ้าหากมิดเดิลสโบรช์ตกชั้น แน่นอนว่า ดีกรีทีมชาติอังกฤษอย่างเขาคงย้ายทีมเพื่อความก้าวหน้าแน่นอน เพราะหลังจบฤดูกาล 2009/10 ก็จะเป็นมหกรรมฟุตบอลโลก คงไม่มีใครอยากลงไปเล่นในลีกแชมเปียนชิพแน่ๆ

อารอน เลนนอน ปีกขวาจากทอตแนมฮอทสเปอร์ส เป็นอีกคนที่ตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่อง เพราะฟอร์มอันร้อนแรงในปีนี้ ถึงกับเบียด เดวิด เบนท์ลีย์ เจ้าของค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ลงไปนั่งสำรองใส่สนับก้นยาวๆ

เลนนอนเร็วจนเกือบหัวคะมำ

เลนนอนเป็นปีกที่เร็วนรกแตก ไนกี้เคยจัดให้เขาแข่งเลี้ยงฟุตบอลให้เร็วที่สุด กับ กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ ตีนจรวดอีกคนของวงการ ปรากฎว่า เลนนอนคว้าชัยชนะไปได้ ซึ่งความเร็วนั้นเป็นจุดที่ลิเวอร์พูลขาดแคลน นอกจาก เฟอร์นานโด ตอร์เรส และ บาเบล ก็ไม่เห็นมีใครที่มีความเร็วจัดๆไว้คอยฉีกเกมรับคู่ต่อสู้

จุดอ่อนของเลนนอนยังมีให้เห็น โดยเฉพาะฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวา แต่ก็อาจเป็นเพราะเขามีอายุแค่ 21 ปี ถือเป็นดาวรุ่งที่มีเวลาพัฒนาฝีเท้าอีกพอสมควร และล่าสุด การคว้าตัวเลนนอนดูจะยากขึ้นไปอีกเท่าตัว เมื่อปีกจรวดรายนี้ตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับสเปอร์สไปอีก 5 ปีเรียบร้อยในวันนี้ (20 มี.ค.)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ราฟามักจะซื้อตัวผู้เล่นจากภาคพื้นยุโรปที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก นับตั้งแต่ โฆเซมี แยน ครอมแครมป์ โมฮัมเหม็ด ซิสโซโก อัลเบิร์ต ริเอรา อันเดรีย ดอสเซนา มาร์ติน สเคอร์เทล แดเนียล แอกเกอร์ รวมถึง ดาวิด เอ็นกอก ก็ต้องติดตามดูกันหลังจบฤดูกาลนี้ว่า ราฟายังจะสามารถสร้างความประหลาดใจให้บรรดาเดอะค็อปได้อีกครั้งหรือไม่

“Final Score” ตามติดชีวิตพรีเมียร์ลีก

รูดม่านปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับฟุตบอลอังกฤษที่โม่แข้งกันมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว จนมาสิ้นสุดที่การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันเสาร์ (30 พ.ค.) และนี่คือทัศนะส่วนตัวของ lOhZz ที่มีต่อผลงานของทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2008/09

อันดับ 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ฤดูกาลนี้ปีศาจแดงยังทำงานผลงานได้ตามคาด การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ยืนยันได้ว่า พวกเขาเป็นทีมที่มีมาตรฐานดีที่สุดในอังกฤษเวลานี้ นอกจากนั้น พวกเขายังสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ และรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนสลีก แม้จะไปไม่ถึงดวงดาว แต่ก็ถือว่าผลงานอยู่ในระดับดีเยี่ยมเหมือนเดิม บวกกับการคว้าแชมป์ลีกคัพที่ใช้ชุดสำรองเล่นเป็นส่วนใหญ่ บ่งบอกได้ว่า แมนฯยูไนเต็ด มีขนาดทีมใหญ่และดีกว่าบิ๊กโฟร์ทีมอื่นๆพอสมควร
ผลสอบ : 9 คะแนน

อันดับ 2 ลิเวอร์พูล
ออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยฟอร์มร้อนแรง ครองจ่าฝูงได้อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนผลงานจะสะดุดในช่วงเดือนธ.ค.และม.ค.แม้จะมาเครื่องร้อนในตอนท้ายๆ แต่ก็ไล่ไม่ทัน ความผิดพลาดประการเดียว คือ การไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งในบ้านที่มักมาเล่นตั้งรับ จนเสียคะแนนไปมากมาย ขณะที่ ลีกคัพและเอฟเอคัพก็ชิงตกรอบตั้งแต่ไก่โห่ ส่วนแชมเปียนสลีกก็พ่ายให้กับคู่ปรับหน้าเดิมอย่างเชลซี แต่มองโดยรวมถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะทั้งรูปแบบการเล่นและสมดุลของทีม
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 3 เชลซี
ตอนต้นฤดูกาลขับเคี่ยวแย่งจ่าฝูงกับลิเวอร์พูลอย่างสนุก ก่อนแผ่วลงไปจนต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีม 83 คะแนนสำหรับทีมที่เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นถือว่าไม่ขี้เหร่เกินไปนัก ส่วนผลงานในฟุตบอลถ้วยถือว่าทำได้ดีเหมือนเคย แชมป์เอฟเอคัพและการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนสลีกแบบน่าเข้าชิงฯ แสดงให้เห็นว่า นักเตะเชลซียังเก๋าเกม ขาดแต่ลูกสดที่จะมากระตุ้นให้ทีมกระหายชัยชนะในลีกมากขึ้น
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 4 อาร์เซนอล
หมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่กลางๆฤดูกาล ผลงานแย่ถึงขนาดหลุดไปเป็นอันดับ 5 อยู่พักใหญ่ๆ ก่อนอาศัยประสบการณ์เข้าป้ายในอันดับที่ 4 คว้าตั๋วไปเล่นแชมเปียนสลีกฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ เกมรุกยังทำผลงานได้ดีตามมาตรฐาน แต่เห็นได้ชัดว่าจุดอ่อนอยู่ที่เกมรับ เสียประตูมากถึง 37 เม็ด อีกทั้งขนาดทีมยังเล็กเกินไปหากคิดจะประสบความสำเร็จในระดับสูงกว่านี้
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 5 เอฟเวอร์ตัน
จบฤดูกาลด้วยอันดับ 5 เป็นปีที่สองติดต่อกัน แถมยังเข้าชิงเอฟเอคัพอย่างพลิกความคาดหมาย ไม่มีซูเปอร์สตาร์ แต่อาศัยทีมเวิร์กเป็นจุดเด่น เล่นแบบถวายหัวใจ บดบี้ทุกจังหวะ ทำให้ทีมของเดวิด มอยส์ คว้าตั๋วไปเล่นยูโรปา ลีกในปีหน้าได้อย่างภาคภูมิ
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 6 แอสตัน วิลลา
ใช้ผู้เล่นอังกฤษเป็นแกนหลัก แต่สามารถครองอันดับ 4 ได้อยู่พักหนึ่ง จนมาร์ติน โอนีล ยอมทิ้งถ้วยยูฟ่า คัพ เพื่อมาลุ้นพื้นที่แชมเปียนสลีก แต่ทีมมีขนาดเล็กทำให้ยืนระยะในลีกไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง รูปแบบการเล่นดูจะพึ่งความเร็วของแอชลีย์ ยังและกาเบรียล อักบอนลาฮอร์มากไป จนทีมอื่นๆเริ่มจับทางได้ในที่สุด
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 7 ฟูแล่ม
ใครจะคิดว่าทีมระดับฟูแล่มจะทำผลงานได้ดีถึงขนาดคว้าสิทธิเข้าร่วมศึกยูโรปา ลีกได้ในฤดูกาลหน้า ทั้งที่ในทีมไม่มีผู้เล่นระดับบิ๊กเนมแม้แต่คนเดียว และฤดูกาลที่แล้วก็เพิ่งหนีตกชั้น รอดมาได้แบบหัวซุกหัวซุน แต่เจ้าสัวน้อยแห่งกรุงลอนดอนปีนี้เล่นด้วยความรัดกุม ไม่ผลีผลามและรู้จักประมานตน แม้เกมบุกจะทำได้ไม่ดี แต่จุดเด่นอยู่ที่การเล่นในบ้านและเกมรับ เสียประตูน้อยเป็นอันดับ 4 ของลีก
ผลสอบ : 9 คะแนน

อันดับ 8 สเปอร์ส
ด้วยศักยภาพตัวผู้เล่น น่าจะครองพื้นที่ยุโรปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ฮวนเด รามอส ผู้จัดการทีมคนเก่า ทำให้สเปอร์สเกือบต้องตกชั้นไปเล่นในลีกแชมเปียนชิพ ดีที่ผู้บริหารไหวตัวทันรีบดึงกุนซือมากประสบการณ์อย่างแฮรี เรดแนปป์เข้ามากู้สถานการณ์ จนผลงานดีขึ้น สามารถเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพก่อนแพ้ดวลจุดโทษแมนฯยูไนเต็ดแบบน่าเสียดาย
ผลสอบ : 6 คะแนน

อันดับ 9 เวสต์แฮม
เจอปัญหาวุ่นวายตั้งแต่ต้นฤดูกาล หลังอลัน เคอร์บิชลีย์ ลาออกจากตำแหน่งเพราะขัดแย้งกับผู้บริหาร แถมสปอนเซอร์และเจ้าของทีมโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานซะงอมพระราม แต่จิอันฟรังโก โซลา สามารถประคองทีมอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ด้วยการผสมผสานนักเตะต่างชาติกับนักเตะเยาวชนท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 10 แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ตั้งเป้าไว้ว่าจะก้าวขึ้นมาทาบรัศมีบิ๊กโฟร์ได้ หลังทุ่มเงินนับร้อยล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่เข้าร่วมทีมเกือบสิบคน ศักยภาพทีมมีพร้อมทุกอย่างทั้งสภาพการเงินและฐานแฟนบอล อย่างน้อยๆน่าจะติดอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า แต่ผลงานที่ออกมาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง นักเตะใหม่ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานของทีมได้ ส่วนผู้จัดการทีมอย่างมาร์ค ฮิวจ์ ดูเหมือนว่าจะถนัดกับการทำทีมแบบไม่มีความกดดันมากกว่า
ผลสอบ : 4 คะแนน

อันดับ 11 วีแกน
ทำผลงานได้ตามเป้าหมาย จบฤดูกาลด้วยอันดับดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของทีม แม้จะเสียห้องเครื่องคนสำคัญอย่างวิลสัน ปาลาซิออส ไปให้สเปอร์ส และเอมิล เฮสกีก็ตัดสินใจย้ายซบวิลลาในช่วงเดือนม.ค.แต่สตีฟ บรูซ ยังสามารถรักษาสมดุลของทีมไว้ได้ ทำให้วีแกนอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
ผลสอบ : 7 คะแนน

อันดับ 12 สโต๊ค ซิตี้
เป็นเต็งจ๋าที่จะตกชั้นกลับไปเล่นในศึกแชมเปียนชิพ แต่โทนี พูลิส สามารถพาสโต๊คจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีกว่ายักษ์ใหญ่หลายๆทีม ส่วนสำคัญ คือ กึ๋นของผู้จัดการทีมที่ยึดมั่นกับการเล่นฟุตบอลไดเร็คท์ และการเสริมทัพด้วยนักเตะที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก เช่น เจมส์ บีทตี โทมัส โซเรนเซนและอับดุลลาย เฟย์
ผลสอบ : 8 คะแนน

อันดับ 13 โบลตัน
รักษามาตรฐานเรื่อยๆมาเรียงๆของตัวเองได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนหนีการตกชั้น แม้จะมีงบประมาณทำทีมไม่มากนัก นักเตะเก่าๆยังทำผลงานได้ดี เช่น เควิน เดวิส ที่ปีนี้ซัดไป 12 ประตู ส่วนผู้มาใหม่ที่แกรี เม็กสันซื้อมา อย่าง แกรี เคฮิลล์ ได้รับคำชมอย่างมากที่ช่วยให้เกมรับของทีมแข็งแกร่ง
ผลสอบ : 6 คะแนน

อันดับ 14 ปอร์ทสมัธ
มีปัญหาทันทีเมื่อเสียแฮรี เรดแนปป์ให้สเปอร์ส ผู้มาแทนอย่างโทนี อดัมส์ก็มีเวลาไม่เพียงพอที่จะสร้างผลงานอะไรได้ ตกรอบยูฟ่าคัพ และเอฟเอคัพ ซึ่งตัวเองเป็นแชมป์เก่าด้วยฝีเท้าของสวอนซี ทีมในระดับแชมเปียนชิพ ส่วนอันดับในลีกก็ดิ่งลงเรื่อยๆ ทำให้ท้ายฤดูกาลต้องเจอกับความกดดันนิดหน่อย ยังดีที่นักเตะมีประสบการณ์สูงจึงเอาตัวรอดไปได้
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 15 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
ช่วงต้นฤดูกาลหน้าต้องเผชิญกับวิกฤติเมื่อพอล อินซ์ ไม่สามารถพาทีมกำชัยชนะได้แม้แต่ครั้งเดียวจากทั้งหมด 11 นัด การขายผู้เล่นตัวหลักอย่างแบรด ฟรีเดล และเดวิด เบนท์ลีย์ ทำให้ทีมอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะได้แซม อัลลาร์ไดซ์ กุนซือสัปเหร่อ เข้ามาปลุกผีนักเตะกุหลาบไฟ แต่ก็ทำดีที่สุดได้เท่าที่เห็น
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 16 ซันเดอร์แลนด์
อยู่ดีๆรอย คีนก็ลาออกจากทีมไป ทิ้งปัญหาก้อนมหึมาให้ไนออล ควินน์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรที่ตัดสินใจเลือกสตาฟฟ์โค้ชผู้ไร้บารมีอย่างริคกี้ สบราเกีย ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผจก.ทีมคนใหม่ สบราเกียสร้างความกระตือรือร้นให้กับนักเตะได้ช่วงหนึ่ง ก่อนจะดับวูบไปตามศักยภาพของทีม
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 17 ฮัลล์
รอดตายแบบโชคดีสุดๆ หลังแพ้ทีมสำรองของแมนฯยูไนเต็ดในวันปิดฤดูกาล ช่วงแรกๆสามารถทำผลงานได้อย่างน่าตกตะลึง เคยขึ้นสูงสุดถึงอันดับที่ 3 แต่ในช่วง 28 นัดหลังชนะได้แค่ 2 นัดและแพ้มากถึง 18 นัด จุดด้อยของทีม คือ กองหน้าที่คุณภาพต่ำเกินไป ดาวซัลโวของทีมกลายเป็นมิดฟิลด์เชิงสูงอย่างโจวานนี ส่วนกองหน้าแท้ๆของสโมสรทั้ง 5 คนยิงรวมกันได้แค่ 14 ประตูเท่านั้น
ผลสอบ : 5 คะแนน

อันดับ 18 นิวคาสเซิล
หากไม่ใช้คำว่าผิดหวังก็ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาบรรยายผลงานของนิวคาสเซิลในปีนี้ ทั้งที่ตัวผู้เล่นก็ไม่ได้ด้อยกว่าทีมอื่นๆ แต่อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์อันตื้นเขินของผู้บริหารและประธานสโมสรที่ดันไปขุดกุนซือยุคดึกดำบรรพ์อย่างโจ คินเนียร์ มาทำงานแทนเควิน คีแกนที่ลาออกไป น้าโจเลยตอบแทนด้วยการลาไปผ่าตัดโรคหัวใจซะอย่างนั้น และยังทำผิดซ้ำซากด้วยการยื่นตำแหน่งให้อลัน เชียเรอร์ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การคุมทีม มากู้สถานการณ์ที่ดูจะยากเกินไป ทำให้ทีมต้องตกชั้นในที่สุด
ผลสอบ : 3 คะแนน

อันดับ 19 มิดเดิลสโบรช์
การเสริมทัพของโบโร่ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก กองหน้ายิงประตูได้น้อยมาก ดาวซัลโวสูงสุด คือ อฟองโซ อัลเวส ทำได้แค่ 7 ประตู ส่วนการเล่นนอกบ้านก็ย่ำแย่ เก็บชัยชนะได้แค่ 2 นัด หรือ 12.5% เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สโมสรนี้จะตกชั้น แต่ที่น่าแปลก คือ สตีฟ กิบสัน ประธานสโมสรที่เชื่อมั่นว่า แกเรธ เซาธ์เกต จะสามารถกอบกู้โบโร่ได้สำเร็จ
ผลสอบ : 4 คะแนน

อันดับ 20 เวสต์บรอมวิช
เป็นไปตามคาดหมาย ทีมเก่าแก่แห่งย่านมิดแลนด์รายนี้พยายามเต็มที่ในการดิ้นรนหนีการตกชั้น แต่คุณภาพนักเตะที่มีขีดจำกัดทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือว่าเวสต์บรอมวิชทำผลงานได้ดีกว่าทีมบ๊วยหลายๆทีมในช่วง 3-4 ปีหลังสุดที่มักทำคะแนนได้ไม่ถึง 20 แต้มด้วยซ้ำ
ผลสอบ : 5 คะแนน