แอ่วเหนือแวะ “โปงแยง แอ่งดอย-เฮือนสุนทรี” เพลงไพเราะ อิ่มบรรยากาศ

เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา หายตัวไปทั้งสัปดาห์ ตลอด 5 วันทำงานแวะวนอยู่ 3 จังหวัด เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน ไปโดยคำเชื้อเชิญจากบริษัท ดีแทคและโตชิบา สองบริษัทนี้เขาพาไปแถลงข่าวและทำกิจกรรมด้าน CSR

ครั้งนี้เลยอดไม่ได้ที่ต้องนำเรื่องดีดีมาฝากเพื่อนๆ สมาชิก “สนามบอล” เพราะเป็นการเดินทางไปทำข่าวอีกทริปหนึ่งที่สุดแสนประทับใจ แต่เรื่องที่จะเขียนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของที่พักหรือรีสอร์ทที่ไหน แต่เป็นเรื่องของร้านอาหาร

และก่อนที่จะไปเข้าเรื่องของการทำกิจกรรมว่า ทั้งดีแทคและโตชิบาทำอะไรกันบ้าง ขอยกยอดไปงวดหน้า โดยเรื่องที่จะเขียนนี้อยากแนะนำร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่สัก 2 ร้าน เพราะเป็นร้านที่ไม่เคยไปมาก่อน แต่พอได้ไปครั้งแรกก็ประทับใจ เลยนำมาฝากเพื่อนๆ เผื่อใครได้มีโอกาสขึ้นเหนือลองแวะไปกันได้

ฟันธงว่าทั้งสองร้านนี้ นอกจากอาหารจะอร่อยเกือบทุกอย่างแล้ว บรรยากาศก็ดีด้วย พนักงานบริการดี เป็นกันเอง ร้านแรกชื่อ “โปงแยง แอ่งดอย” ร้านที่ 2 “เฮือนสุนทรี”

โปงแยง แอ่งดอย นอกจากจะเป็นร้านอาหารแล้ว ยังมีที่พัก แต่บ้านพักมีเพียงแค่ 10 หลัง อยู่ท่ามกลางขุนเขา ขับรถขึ้นไปบนเส้นทาง แม่ริม – สะเมิง กิโลเมตร ที่ 14 เราก็จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ บ้านพักท่ามกลางหุบเขา น้ำตก สายธาร

สำหรับการตกแต่งนั้นจะไม่เน้นหรู เน้นความเป็นธรรมชาติ รกๆ ไม่ต้องเนียน แต่รับรองว่าคนที่ได้ไปพักที่นี่จะได้สูดบรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง (ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ไปพัก เพราะดีแทคเขาพาไปเฉพาะแค่ทานข้าว)

ส่วนร้านอาหาร ขอคอนเฟิร์มและฟันธงว่า อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะวันที่ไปนั้นอากาศเย็น ทั้งกินทั้งดื่ม โอ้โห…!!! อยู่ทั้งคืนก็ไม่เมา (ประโยคนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เฮือนสุนทรี เป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อ เพราะเป็นของนักร้องชื่อดัง “สุนทรี เวชานนท์” อยู่เส้นแม่น้ำปิง ถ้ามาจากดอยสุเทพหรือถนนนิมมานเหมินทร์ พอถึงแยกถนนเลียบแม่น้ำปิงให้เลี้ยวซ้าย เข้าถนนป่าตัน วิ่งประมาณ 3 กม.ร้านอยู่ซ้ายมือ

ในสมัยก่อน เฮือนสุนทรี เป็นบ้านร้างเก่า สุนทรี เวชานนท์ จัดการตกแต่งใหม่ เธอทำทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการตกแต่งร้านที่ยังเน้นความเก่าแก่ไว้ เน้นวัฒนธรรมของชาวล้านนาโดยมีรูปของเธอและเพื่อนสนิท จรัญ มโนเพ็ชร ติดอยู่ที่ผนังหลายรูป บรรยากาศใช้ได้ อาหารอร่อยเกือบทุกอย่างเช่นกัน

โชคดีวันที่ไปได้เจอเจ้าของร้าน แถมยังร้องเพลงให้เราชาวคณะโตชิบาได้ร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศกันอีกด้วย

ผ่านไปก็ลองแวะเยือน โปงแยง แอ่งดอย โทร.053-879-151 เฮือนสุนทรี โทร.053-872-707

ตามรอยใจร้าว เยือน “ลา เอ นาตู” วิมานรักพี่วิก-น้องเอย

ผมเพิ่งได้เดินทางไปปราณบุรี ไปทำงานครับ และหนึ่งคืนของการเดินทางนั้นได้ไปเยือนสถานที่ถ่ายทำละครชื่อดังเรื่อง “ใจร้าว” ที่ติดกันงอมแงมกันทั่วประเทศมาแล้ว

ละครใจร้าวจบไปไม่นานมานี้ นำแสดงโดยเคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ แสดงเป็นกรวิก และแอ๊ฟ-ทักษอร แสดงเป็นน้องเอย ในเรื่องกรวิกเป็นพระเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง ที่มีความหลังฝังใจกับรักครั้งแรกเมื่อวัยเยาว์ เพราะผิดหวังจากการที่น้องเอยจากไปแบบไม่บอกกล่าว เพื่อไปรักษาโรคร้ายที่ติดตัวมายังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้ง ก็เลยมาให้พี่วิกโขกสับในฐานะผู้จัดการส่วนตัวเป็นการชดเชย และแน่นอนพี่วิก (เคน) ถนัดอยู่แล้วเรื่องแกล้งและทำร้ายจิตใจนางเอก

ส่วนรีสอร์ท “la a natu” (ลา เอ นาตู) bed & bakery บูทีค โฮเต็ล สุดฮิบแห่งนี้ เป็นโลเกชั่นในใจร้าว เป็นบ้านพักตากอากาศหรู ตั้งอยู่บนเป็นเกาะส่วนตัวของพี่วิก สร้างไว้รอน้องเอยเพื่อใช้เป็นเรือนหอ มีตา-ยายคู่หนึ่งดูแลทั้งเกาะ

เดินทางไปถึง 5 โมงเย็น ผมก็ถามหลายคน ว่ามันใช่ที่นี่แน่หรือที่น้องเอยโดนพามากักขัง เพราะว่าในละครเขามาได้ทางเรือเท่านั้น ส่วนเรามาทางรถ แล้วก็ท่าสะพานขึ้นเรือก็ไม่มี แต่มาคุ้นกับล็อบบี้มากๆ แล้วก็โต๊ะรับประทานอาหารยาวตัวนี้เลย ที่น้องเอยมานั่งปอกหอมใหญ่ทำกับข้าว

แต่ที่มาแน่ใจสุดๆ ว่าที่นี่แน่นอน เมื่อมีน้องผู้หญิงในทริปเข้าห้องพัก แล้วร้องกรี๊ดวิ่งออกมาบอกว่าเจอตุ๊กแกอยู่ที่เพดาน ผมยังคุยกับเพื่อนเลยว่า ตุ๊กแกตัวเดียวกับในละครใจร้าวป่าวว่ะ?! หรือตุ๊กแกตัวนี้หล่ะที่ทำให้พี่วิกได้เสียเป็นสามีภรรยาทางพฤตินัยกับน้องเอย

ที่ไหนมีต้นมะพร้าว ที่นั่นมักมีตุ๊กแก แต่พนักงานบอกปกติไม่มี เพิ่งมีวันนี้วันแรก แหม…เมิงจัดมาให้กรูเพื่อตามรอยใจร้าวโดยเฉพาะเลยใช่ไม๊เนี่ย? (ฮา)

ทีนี้ก็เลยวานให้พนักงานไปช่วยไล่ให้หน่อย พนักงานผู้หญิงสามคนก็จัดแจงหาอุปกรณ์ทั้งไม้ถูพื้นและไม้หน้าสามเดินลงไป ย้ำว่าไม้หน้าสาม ส่วนพวกผู้ชายอยู่กันบนล็อบบี้เพราะกลัวตุ๊กแก

หลังนี่หล่ะครับที่มีน้องเอยเกาะอยู่บนเพดาน

สักพักได้ยินเสียง ผัวะๆๆๆ ดังลั่นบ้านพักอยู่พักหนึ่ง นึกในใจ “น้องเอยกูโดนไม้หน้าสามแล้ว” พอพวกเด็กๆ ขึ้นมาเลยถามว่าเป็นไง ก็ตอบว่าหวดน้องเอยซะร่วงเลยพี่ วิ่งหนีเข้าป่าไปแล้ว เอ่อ…ล่อตัวประกอบชื่อดังซะร่วงจากเพดานเลยนะนั่น

คำว่า “ลา เอ นาตู” ถามพนักงาน เห็นว่าหมายถึงศิลปะและธรรมชาติ ผมก็เชื่อ เพราะไม่รู้ภาษาฝรั่งเศส ผมเข้าพักในส่วนของตึกร่วมห้องกับคุณ MatthewSweetMercy หากหันหน้าออกทะเลอยู่ซ้ายมือ เป็นตึก 2 ชั้น มี 3 คูหาติดกัน สอบถามคร่าวๆ ราคาค่าบริการ 12,000 บาท/คืน ส่วนบ้านน้องเอยมี 3 หลัง อยู่หน้าหาดเช่นกันด้านขวามือ ค่าบริการประมาณ 8,000 บาท/คืน

ประทับใจสระว่ายน้ำข้างบนดาดฟ้า สระสั้น แต่ก็ใช้งานได้จริง เป็นน้ำเค็มนะครับ ลงสระว่ายน้ำแล้วก็ลงทะเลต่อ มันส์มากๆ อ้อ ที่ต้องพูดถึงคือ ที่นี่ยุงไม่มีเลยนะครับ เจ๋งมากๆ ส่วนบรรยากาศในรีสอร์ทก็มีรูปภาพให้ดูเต็มๆ ครับผม

“ราวินทรา บีช รีสอร์ทแอนด์สปา” แค่พัทยานี่เอง

กลับมาแล้วววววววววว มาคราวนี้มีโรงแรมที่น่าพักอีกแห่งหนึ่ง อยากให้ไปจริงๆ เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเลย แค่พัทยานี่เอง พอดีว่ามีโอกาสได้ไปทำข่าวกับบริษัท แอลจี ที่พาทั้งนักข่าวและดีลเลอร์ไปแถลงข่าวเรื่องแผนการบุกตลาดเครื่องปรับอากาศในปีนี้ ที่พักที่นี่ก็คือ

“ราวินทรา บีช รีสอร์ทแอนด์สปา” ซึ่ง Ravindra มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต แปลว่า “ดวงอาทิตย์” ตั้งอยู่หาดจอมเทียน พัทยา เปิดมาได้ประมาณ 1 ปี ถือว่ายังเป็นโรงแรมใหม่ เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว มีห้อง 277 ห้อง

การตกแต่งถือว่าสวยงามใช้ได้ สไตล์โคโลเนียลร่วมสมัย เป็นตึกภายในอาคาร Low Rise สูง 4 ชั้น ที่โอบล้อมสองฟากของ สระว่ายน้ำ พูดถึงสระว่ายน้ำของที่นี่แล้ว ต้องบอกว่า ถูกใจมากๆ เพราะมี 3 สระใหญ่ ทอดยาวถึงชายหาด ในบางสระ มี Splash Pool Bar กลางสระน้ำ บางสระก็มี Spa จะนวดประคบ หรือจะเป็นการขัดผิวกายและแช่น้ำนมในอ่างจากุซซี่ ในบรรยากาศสบาย ๆ หรือนวดไทยกลางศาลาด้านนอกด้วยบรรยากาศโปร่งสบายก็น่าอภิรมย์จริงๆ

สำหรับห้องพัก มีทั้งแบบ Superior , Deluxe และห้อง Suite แบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน เตียงนอนขนาดใหญ่ มีทั้งเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ในห้องนอนมีเครื่องเล่นดีวีดีให้ อินเตอร์เน็ตระบบ wi-fi แต่ถ้าไปกันหลายคนก็มีห้องพักแบบ Pool Villa สุดหรู แต่มีเพียงแค่ 5 หลังเท่านั้น มีทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน ทุกหลังมีสระว่ายน้ำพร้อมจากุซซี่ ห้องนั่งเล่น แพนทรี่ และระเบียงส่วนตัว
อ้อ … ลืมบอกไปว่า สระว่ายน้ำที่นี่เขาจะใช้ระบบเกลือบำบัดแทนคลอรีน เรียกได้ว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองผิว ว่างั้นเถอะ

สำหรับราคาที่นี่ต้องบอกว่า ค่อนข้างแพงอยู่ 5,000 บาท เป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าเป็นช่วงโลว์ซีซัน จะถูกกว่านี้หน่อย แต่ถ้าเป็น Pool Villa 2 หมื่นบาทขึ้นไป ใครสนใจก็ลองเข้าไปที่ www.ravindraresort.com

‘ซี แซนด์ ซัน’ ความลงตัวของหาดทราย ทะเล ขุนเขา แมกไม้

พัทยาเป็นทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติรู้จักชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ว่าเป็นเมืองชายหาดที่มากไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหารทะเลรสเลิศและมีโรงแรมที่พักมากมายรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกระดับ

ผมไม่ได้ไปเยือนพัทยามาซะนาน จนเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสผ่านไปทำธุระกับค่ายรถยนต์มิตซูบิชิ พาไปทดลองขับรถปิกอัพรุ่นไทรทันโฉมใหม่ และเยี่ยมชมกิจการดีลเลอร์ที่พัทยา อู้ฟู่น่าดูชม ในส่วนเมืองพัทยาก็ทำได้แค่โฉบผ่าน แล้วเลยไปพักที่หาดจอมเทียม เขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี (แล้วจะเกริ่นนำถึงพัทยาทำไม?…ก็นั่นสิ…ฮา)

ผมขับรถเลยพัทยาออกไปตามถนนสุขุมวิท จนถึง กม. 163 เขตตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ซี แซนด์ ซัน โฮเต็ล แอนด์ สปา (Sea Sand Sun Hotel and Spa) คือสังเกตง่ายๆ ว่า ขับรถผ่านสวนนงนุช ก็ชิดขวากลับรถ รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ฝั่งที่ติดหน้าชายหาด

‘ซี แซนด์ ซัน’ เป็นรีสอร์ทหรู ออกแบบในสไตล์ Thai Contemporary ห้องพักมีให้เลือกทั้งแบบวิลล่าและห้องชุดที่เป็นตึก ภายในรีสอร์ทตื่นตาตื่นใจไปด้วยพรรณไม้ป่านานาชนิด

ขอย้ำว่า “ตื่นตาตื่นใจ” ไม่เกินเลยคำพูดของผม ซึ่งเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา ที่เกิดและโตมาด้วยการวิ่งเล่นในป่า เห็นต้นไม้มามากมาย แต่ต้นไม้ที่นี่นั้นเต็มไปด้วยพรรณไม้ป่าและไม้บ้านผสมผสานกันแน่นไปหมด ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นมีทั้งต้นยางนา และต้นไม้ที่มีดอกผลหน้าตาประหลาดอายุครึ่งร้อยปีเต็มไปหมด

ในสวนของริมทางเดินในรีสอร์ท ที่เทปูนไว้ขนาดพอรถกอล์ฟวิ่งได้วันเวย์นั้นเต็มไปด้วยไม้ประดับและไม้ผล เช่น เฟิร์น สัปปะรด ขนุน เป็นต้น

ห้องพักขนาดใหญ่ เอิร์ธโทนสบายตา ระเบียงห้องพักครึ้มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เฟอร์นิเจอร์ในห้องนั้นใช้วัสดุคุณภาพ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบห้องน้ำมากจนผู้ร่วมทริปผมหลายคนออกปากชม

ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่อารมณ์ระหว่างเดินลงไปชายหาด ที่เหมือนเดินลงจากเนินเขาสูงชัน รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวขจี บรรยากาศที่เงียบสงบ ฟังเสียงคลื่นที่ได้ยินมาแต่ไกล ระคนด้วยเสียงนกกระจิบกระจาบ จะเอาอะไรอีกกับชีวิต

ที่ประทับใจผมที่สุดคือชายหาด ในแบบหาดส่วนตัวของโรงแรม อยู่ติดกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ริมหาด และร้านอาหารของโรงแรมที่อาหารอร่อยมากๆ หาดที่นี่ชัน อันตรายต่อเด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่ว่ายน้ำไม่แข็ง (ไม่ใช่แค่ไม่เป็นนะครับ ว่าน้ำไม่แข็งก็อันตรายมาก)

เดินไปแค่ 3 เมตรน้ำก็ลึกเคียงเอว ออกไปอีกนิดก็มิดหัวเลยครับ จึงไม่ค่อยเห็นคนลงเล่นน้ำ แต่ผมกลับชอบมาก ผมว่ายน้ำออกไปในทะเล ว่ายไปเรื่อยๆ มีความสุข ที่นี่เขามีทุ่มล้อมไว้ครับ ก็กันขยะและกันเรือประมงเล็กลอยเข้ามาด้วย

กะว่าจะว่ายไปให้ถึงทุนไกล แต่ก็คิดว่า กลัวไม่มีปัญญากลับ แถมด้วยพรรคพวกก็ว่ายน้ำไม่เป็นสักคน คราวหน้าแล้วกัน

เรทราคาห้องพักที่ผมนอน ราคาเต็มประมาณ 1.4 หมื่นบาท ห้องพักที่นี่เริ่มต้นที่ 5,500 – 41,195 บาท เตียงเสริมจ่ายเพิ่มอีกกว่า 1,700 บาท มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าของเขาเล็กน้อย เขาว่าเปิดมา 1 ปีกว่าแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่งหัวแดง ก็อยากจะโปรโมทคนไทยบ้าง รีสอร์ทงดงามแค่ไหน ชมภาพเอาครับ รายละเอียดเพิ่มเติม เขามีเว๊บไซต์ที่ www.seasandsunpty.com

เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า แค่ดูรูปก็มีความสุขแล้ว ถ้าได้ไปนั่งมองผืนน้ำมองท้องฟ้ายามเย็นริมหาดทุกวี่วัน เราจะมีความสุขกันมากขนาดไหน

ขับรถเที่ยวชมศิลปะขอม เริ่มจาก “พิมาย” ปลายทางที่ “พนมรุ้ง”

ไม่รู้เป็นไร อยู่ดีดีก็บอกกับเพื่อนขึ้นมาว่า ปีนี้เราเลิกไปเที่ยวทะเล เลิกลงใต้ เลิกไปหัวหิน หยุดขึ้นเหนือ และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทย ไปทัวร์วัฒนธรรมแดนอีสานกันดีกว่า

มุ่งตรงไปโคราช ปราสาทหินพิมาย ไปปราสาทเขาพนมรุ้ง บุรีรัมย์ กันบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศมั่งก็จะดีนะ เพราะไม่ได้ไปกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว พูดจบเพื่อนก็เลยบอกดี และตัดสินใจไปกันในอีก 10 วันถัดมา ซึ่งเป็นวันหยุดต่อเนื่องพอดี

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เมืองโคราช จุดหมายการพักผ่อนวันแรกอยู่ที่ โรงแรมสีมาธานี โรงแรมระดับ 4 ดาวที่ราคาไม่แพง 1,100 บาท (อยู่ในตัวเมือง) ก่อนเข้าโรงแรมเป็นธรรมเนียมปฎิบัติที่ทุกคนเมื่อมาถึงเมืองย่าโมแล้ว ก็ต้องไปกราบนมัสการย่าโมที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง ขับรถจากโรงแรมไปไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง ผ่านเดอะมอลล์โคราชมองทางขวามือไว้ก็ถึงย่าโมแล้ว

การเดินทางวันที่ 2 เรามุ่งหน้าสู่ ปราสาทเขาพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ โชคดีที่พอไปถึงแดดไม่มี ทำให้เที่ยวได้อย่างไม่หงุดหงิด ไม่ต้องห่วงเรื่องอากาศร้อนเลยวันนั้น กลับไปเยือนปราสาทเขาพนมรุ้งอีกครั้งก็ต้องบอกว่า สวย และสวยจริงๆ เป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมแห่งความงดงามในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมจริงๆ

ความโดดเด่นของที่นี่คือ เมื่อเริ่มเดินขึ้นจากเชิงเขาอันเป็นทางที่ปูด้วยศิลาแลง ค่อยๆ ขึ้นไปตามชั้นและบันได จะทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นสู่สวรรค์ หรือขึ้นสู่เทวโลก คำว่า “พนมรุ้ง” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ภูเขาใหญ่” ความโดดเด่นที่สามารถเรียกให้นักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ได้ก็คือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

ถ้าใครยังจำกันได้ หลายสิบปีก่อนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ถูกลักลอบนำไปจากปราสาทหินเขาพนมรุ้ง โบราณวัตถุชิ้นนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะทับหลังดังกล่าว ได้ไปปรากฏโฉมถึงเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง จนกระทั่งประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เรียกร้องขอทับหลังดังกล่าวคืน เพื่อนำมาติดตั้งไว้ที่เดิม

การเรียกร้องทับหลังชิ้นนี้ประสบผลสำเร็จ และได้นำทับหลังกลับไปติดตั้งไว้ที่เดิมเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2531 ดังนั้นเมื่อใครไปเที่ยวชมปราสาทหินพนมรุ้ง จึงต้องพากันไปดูทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ให้ได้

แล้วเพื่อนๆ ล่ะเคยไปกันมั่งหรือยัง ไปเถอะแล้วท่านจะรู้ว่า วัฒนธรรมภาคอีสานของบ้านเรานั้น ก็สวยงามไม่แพ้ชาติอื่นๆ ครั้งหน้าจะพาไปเที่ยว ปราสาทเมืองต่ำ อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่งดงามของไทย

เยือน ‘ปราสาทเมืองต่ำ’ ตามรอยละครดังสุสานภูเตศวร

ครั้งก่อนทิ้งท้ายไว้ว่าจะพาไปชมอีกหนึ่งศิลปะที่จังหวัดบุรีรัมย์ สถานที่ว่านี้ก็คือ ปราสาทเมืองต่ำ อยู่ห่างจากปราสาทเขาพนมรุ้ง ไปประมาณ 7 กม.

ถ้าใครยังจำกันได้ ละครช่อง 3 เรื่อง ภูเตศวร ที่จบไปเมื่อต้นเดือนเมษายน ก็ไปถ่ายทำที่ปราสาทนี้แหละ

ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่หน้าวัดปราสาทบูรพาราม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ว่ากันว่า การที่ชื่อปราสาทเมืองต่ำเพราะ ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ต่ำกว่าปราสาทพนมรุ้ง (พนมรุ้งเขาเรียกกันว่าปราสาทเมืองสูง)โดยคนในชุมชนหรือชุมชนพื้นเมืองเป็นคนตั้งให้ ดูไปแล้วความสวยงามก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า ปราสาทเขาพนมรุ้งด้วยซ้ำ

ปราสาทเมืองต่ำประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกันก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบด้วยกำแพงสองชั้น กำแพงชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบๆ ยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า ระเบียงคด

ส่วนกำแพงด้านนอกเป็นกำแพงศิลาแลง กำแพงทั้งสองนั้นมีซุ้มประตูก่อด้วยหินทรายอยู่ในแนวตั้งตรงกันทั้ง 4 ด้าน สลักลวดลายงดงามยิ่งนัก ตั้งแต่หน้าบัน ทับหลัง และเสาติดผนัง เป็นภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูและลายพรรณพฤกษา ขอย้ำว่างดงามจริงๆ

จุดเด่นของที่นี่ คือ ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก เป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง มีสระน้ำขุดเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงอยู่ทั้ง ๔ มุม กรุขอบสระด้วยแท่งหินแลงก่อเรียงเป็นขั้นบันไดลงไปยังก้นสระ ขอบบนสุดทำด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาคซึ่งชูคอแผ่พังพานอยู่ที่มุมสระ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ล้อมรอบ ขอบสระกรุด้วยศิลาแลงสอบลงไปถึงพื้นดินเดิม สระนี้มีน้ำขังอยู่ตลอด ปลูกบัวไว้มากมาย

ปราสาทเมืองต่ำ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 น. – 16.30 น. ใครที่มีโอกาสอยากให้ไปเที่ยวจริงๆ

พิสูจน์แรงใจเดินข้ามเทือกเขาหวงซาน; “ผมเชื่อว่าบนสวรรค์ก็คงเป็นแบบนี้”

ไม่กี่วันมานี้ ทีมงาน “สนามบอล” ทั้งตัวผมและคุณ MatthewSweetMercy ได้มีโอกาสไปเยือนสุดยอดเทือกเขาที่ชาวยุทธ์คารวะให้เป็นเทือกเขาที่สวยที่สุดของจีน

หลังจากได้ไปยลความงดงาม คอนเฟิร์มได้เลยครับว่า จริงที่คนจีนพูด ถ้าได้ไปเที่ยว “เทือกเขาหวงซาน” ก็ไม่ต้องไปดูที่ไหนอีกแล้ว เพราะทั้งงดงามไปด้วยสีเขียวของพืชพรรณไม้ป่าอันสมบูรณ์ และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความยิ่งใหญ่ของภูเขาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

เขาหวงซาน (黄山, Mount Huangshan) เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเสียงมาจากทิวทัศน์ที่งดงามของยอดเขาหินแกรนิตและต้นสนหวงซานรูปร่างแปลกตา และภาพของหมอกและเมฆที่ลอยอยู่ใกล้ยอดเขา

บริเวณเทือกเขายังมีน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนธรรมชาติอีกมากมาย เนื่องมาจากความงดงาม จึงมักจะปรากฏภาพของเทือกเขาหวงซานอยู่ในภาพเขียนจีน หรือปรากฏชื่อในวรรณกรรมอยู่บ่อยครั้ง

ปัจจุบันนี้ องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเทือกเขาหวงซานเป็นมรดกโลก และยังจัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในจีน

แก๊งค์ “อาม่า มินนี่เมาส์” เห็นเช็คอินเข้าพักที่โรงแรมบนภูเขาด้วย เดินเก่งมากๆ

ข้อมูลจากสารานุกรมออนไลน์อิสระ ระบุว่า เขาหวงซานประกอบไปด้วยยอดเขาจำนวนมาก และมีอยู่ 77 ยอดที่มีความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด 3 อันดับแรกในเทือกเขาคือ ยอดเขาเหลียนหัว (莲花峰 เหลียนหัวเฟิง ยอดเขาดอกบัว มีความสูง 1,864 เมตร) ยอดเขากวงหมิง (光明顶 ยอดเขาสว่าง มีความสูง 1,840 เมตร) และ ยอดเขาเทียนตู่ (天都峰 เทียนตู่เฟิง แปลว่า ยอดเขาเมืองหลวงแห่งสวรรค์ มีความสูง 1,829 เมตร) เขตที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกประกอบด้วยบริเวณเทือกเขาซึ่งมีพื้นที่ 154 ตารางกิโลเมตร และรอบๆเทือกเขาอีก 142 ตารางกิโลเมตร

พืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเทือกเขาหวงซานจะแตกต่างกันไปตามระดับความสูง ที่ความสูงต่ำกว่า 1,100 เมตร จะเป็นป่าชื้น ความสูงระหว่าง 1,100-1,800 เมตร จะเป็นป่าผลัดใบ และความสูงตั้งแต่ 1,800 เมตรขึ้นไป จะเป็นทุ่งหญ้าในลักษณะที่ขึ้นอยู่ตามที่สูง บริเวณเทือกเขามีพรรณไม้หลากหลายชนิด จากการสำรวจพบว่ามีพืชจำพวกพืชไม่มีท่อลำเลียงจำนวน 1 ใน 3 จากตระกูลที่มีอยู่ในจีน และตระกูลเฟิร์นถึงครึ่งหนึ่งจากจำนวนตระกูลทั้งหมดในจีน อยู่ในเทือกเขานี้

เขามาล็อคแม่กุญแจกันเป็นคู่ แล้วขว้างลูกกุญแจทิ้งไปในเหวด้านหลัง เพื่อรักกันตลอดไป แต่มีจำนวนมาก ทางอุทยานเขามาตัดออกอยู่เรื่อย

หวงซาน เป็นเมืองชนบท อยู่ทางตอนใต้ของจีน มีสนามบินหวงซานเดินทางสะดวก แต่ผมนั่งรถบัสจากเมืองอันฮุยเข้าไปประมาณ 3 ชั่วโมง มีโรงแรมที่พักหลายแห่ง บรรยากาศในเมืองจะเงียบสงบ บริเวณโดยรอบโรงแรมเต็มไปด้วยร้านของฝาก สินค้าขึ้นชื่ออย่างหนึ่งคือใบชาที่มีหลากรสชาติหลายกลิ่น เด็ดสุดเป็นมื้อเย็นที่ครั้งแรกในชีวิตกับการทานเนื้อกระต่าย แต่ “เสี่ยวเม่ย” (น้องสาว) หรือพนักงานบอกว่าเนื้อหมู แต่พอรู้ว่าเป็นกระตายก็กินต่อไม่ลง

การเดินทางขึ้นไปชมเทือกเขาหวงซาน ต้องไปขึ้นรถมินิบัสที่ท่ารถเอกชนที่รับสัมปทานมาจากรัฐบาล เดินทางผ่านหมู่บ้านคนจีนที่อยู่บริเวณตีนเขา เส้นทางคดเคี้ยวลึกเข้าไปในหุบเขาน่าเวียนหัว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงสถานีเคเบิ้ล คาร์ หรือรถกระเช้า

เคเบิ้ล คาร์ ขนาดบรรทุกไม่เกิน 8 คน พาพวกเราข้ามยอดเขาหลายลูกเป็นระยะทางไกล ใช้เวลาราว 30 นาทีก็ถึงเทือกเขาชั้นใน ที่นักท่องเที่ยวมากมายมุ่งหน้ามาพิสูจน์แรงศรัทธาและชมความงดงามตามคำเล่าขาน

เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พวกเราต้องเดินขึ้นลงผ่านเทือกเขาน้อยใหญ่ เพื่อไปขึ้นเคเบิ้ล คาร์ ตัวเก่าเวลา 16.30 นาฬิกาเพื่อลงจากยอดเขา เป็นการเดินเท้าระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรที่ทรหดมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต

กลางทางได้แวะรับประทานมื้อเที่ยงที่โรงแรม “ชิหาย” (ด้วยความเคารพ) อาหารอร่อย มีแรง ได้นั่งพักเล็กน้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ ตลอดทางนั้นมีจุดชมวิวและจุดเก็บรูปภาพมากมาย

ไฮไลต์อีกอย่างคือภาพการดำเนินชีวิตของคนท้องถิ่นที่เป็นลูกหาบ ต้องแบกของใช้ อาหารและน้ำดื่มขึ้นไปบนโรงแรมที่อยู่บนยอดเขา มีประมาณ 7-8 แห่ง เพราะว่าเค้าห้ามขนทางเคเบิ้ล คาร์ การก่อสร้างต่างๆ ขนก้อนหิน ขนทราย ก็ต้องหาบขึ้นไปอย่างเดียว แม้แต่ผ้าปูที่นอนก็ต้องหาบลงมาซักข้างล่างเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม เราเดินผ่านพวกเขาจะได้ยินเสียงหายใจหอบใหญ่ดังชัดเจน

ที่นี่อากาศบริสุทธิ์มากครับ ความเย็นของก้อนเมฆที่ลอยมาประทะใบหน้ารู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดสวรรค์จริงๆ ก็ครั้งนี้แหละครับ แต่ให้ไปเดินข้ามเขาหวงซานอีกครั้งก็ต้องคิดให้หนัก

พักผ่อนสบายอารมณ์ ที่ “Let’s Sea”

ก่อนอื่นก็ต้องขออภัยเพื่อนๆ และแฟนๆ sanamball.net ที่หายหัว เอ๊ย…หายหน้าไปนาน ก็ต้องยอมรับว่า ช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะได้ไปไหนกับเขาเลย งานยุ่งอยู่แต่กับที่ออฟฟิศ เอาเป็นว่า กลับแว้วววววว… โดยครั้งนี้จะขอพาไปเที่ยวที่หัวหิน ใกล้ๆ กรุงเทพฯแค่นี้เอง

ประสบการณ์การเดินทางไปเที่ยวหัวหิน จะว่าไปแล้วก็มีนับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดมีโอกาสได้ไปพักผ่อน  Let’s Sea โรงแรมในฝันที่หลายๆ คนตั้งเป้าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเยือนให้ได้ เพราะว่าจุดเด่นของที่นี่เป็นรีสอร์มที่มีการตกแต่งได้สวยงาม ประยุกต์กับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

ที่นี่มีบริการภัตตาคารและบาร์ที่หน้าชายหาด มีบริการสปา มีสระว่ายน้ำยาวถึง 120 เมตร ซึ่งสระน้ำของที่นี่มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครตรงที่ลูกค้าที่มาพักห้องแบบ Studio Pier ห้องพักจะอยู่ติดสระน้ำ เราสามารถลงว่ายน้ำได้ตลอดเวลา ทำให้นึกย้อนไปถึงเมืองไทยสมัยก่อนที่บ้านคนส่วนใหญ่จะอยู่ติดริมน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน และเดินทางสะดวก จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยที่ตั้งของ Let’s Sea อยู่ที่ ซอยทะเล 12  เขาตะเกียบ

สำหรับห้องพักของที่ Let’s Sea มีให้เลือก 4 แบบ แต่ที่ไปพักคราวนี้ขอนำเสนอแค่ 2 แบบ แบบแรกห้อง Moon Desk Suites จะอยู่ชั้น 2 เหมาะสำหรับคู่รักที่ชอบชมวิว ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน

ไปพร้อมๆ กัน หรือยามดึกจะขึ้นนอนดูพระจันทร์ยามดึกก็เก๋ไม่เบา หรืออยากจะจัดปาร์ตี้เล็กๆ พื้นที่บนดาดฟ้าของห้องก็สามารถรองรับได้สบาย แต่เท่าที่สังเกตจะเห็นคนต่างชาตินิยมมาพักห้องแบบนี้กันมาก เพราะต้องการอาบน้ำแบบส่วนตัว  สำหรับราคาห้องนี้ หากเป็นวันธรรมดา (อาทิตย์ –พฤหัสบดี) จะอยู่ที่ 5,900 บาท และวันสุดสัปดาห์ (ศุกร์-เสาร์) ราคา 6,700 บาท

ส่วนอีกแบบเป็นห้อง Studio Pier ห้องจะอยู่ชั้นล่าง ติดสระว่ายน้ำ เราสามารถลงว่ายน้ำได้ตลอดเวลา ขนาดห้องจะดูเล็กกว่า Moon Desk Suites แต่การตกแต่งห้องจัดได้เหมาะสมและสวยงาม สำหรับห้องนี้วันธรรมดา (อาทิตย์ –พฤหัสบดี) ราคา 4,700 บาท และวันสุดสัปดาห์ (ศุกร์-เสาร์) 5,750 บาท

ในส่วนของ Let’s Sea®Hua Hin Beach Restaurant จะอยู่ติดกับทะเล ทำให้บรรยากาศของการทานอาหารนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังได้รับรู้และสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วย ส่วนสถานที่หรือการตกแต่งร้านก็ผสมผสานได้อย่างลงตัว

แต่ที่สะดุดและชอบคือ การนำเอาเก้าอี้โยกเยกมาให้บริการ กินไปโยกไปให้ความรู้สึกแปลกดีเหมือนกัน ขณะที่อาหารของที่ร้านรสชาติก็อร่อย เหมาะสมกับราคา

สำหรับใครที่อยากไปเยือน Let’s Sea ลองเข้าไปใน http://www.letussea.com หรือโทร 032 536 888