เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง

เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่างนัดกันเสมอเรียบวุธทั้ง 3 คู่ และที่หนักไปกว่านั้น คือ เสมอแบบไร้สกอร์ทั้ง 3 คู่ ขณะที่ อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยอย่างอาร์เซนอล บุกไปถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้”ยำ”คาซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ถึง 0-3

เชลซีดูเหมือนจะเป็นทีมที่น่าเสียดาย 2 คะแนนที่หลุดลอยไปมากที่สุด เมื่อสถิติหลังเกมแสดงออกมาว่า พวกเขาบุก”กระหน่ำ”นิวคาสเซิลอยู่ฝ่ายเดียวทั้งเกม 90 นาที มีโอกาสยิงนับได้ถึง 33 ครั้ง แต่แปรเปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้สักครั้ง!!

เชลซีไม่คมพอในจังหวะสำคัญๆ และการตั้งใจมา”รับลึก”ถึงกรอบ 18 หลาของนิวคาสเซิลทำให้เชลซีต้องถ่ายบอลออกด้านข้างเพื่อเปิดบอลโด่งเข้ากลาง คล้ายกับเกมที่พวกเขาพ่ายแพ้ลิเวอร์พูล 0-1 คาบ้านเมื่อเดือนที่แล้ว และอเนลก้าก็ยังแสดงให้เห็นว่าเขากับลูกกลางอากาศนั้นไม่”กินเส้น”กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

หลังจบเกม “บิ๊กฟิล” หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ออกมาเหน็บแนมนิวคาสเซิลของโจ คินเนียร์ว่า เป็นทีมที่ดีกว่า เพราะตั้งใจมาอุดและก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย แต่อดีตกุนซือแชมป์โลกคนนี้ต้องไม่ลืมว่า ใครที่ไหนจะบ้ามาเปิดเกมแลกกับเชลซีในสแตมฟอร์ด บริดจ์!!??

เชลซีชุดนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง แบ๊คขวาที่เคยเป็นจุดอ่อนก็ได้ของจริงอย่างโฮเซ โบซิงวา มาเสริมทัพ ส่วนกองกลางที่แน่นอยู่แล้วยังได้เพลย์เมกเกอร์ระดับโลกอย่างเดโก้เข้ามาด้วยราคาถูกเป็น”ขี้”แค่ 8 ล้านปอนด์ ทำให้ศักยภาพของทีมชุดใหญ่ รวมถึงตัวสำรอง เรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ของอังกฤษเหนือ”แชมป์เก่า”อย่างยูไนเต็ดด้วยซ้ำ

“บิ๊กฟิล”จึงต้องทำใจและหาวิธีการเอาชนะการตั้งรับตลอดทั้งเกมของคู่แข่งให้ได้ ดีกว่าที่จะไปประชดประชัน ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด

ที่ผ่านมาเชลซีก็ต่อบอลทำเกมบนพื้นได้ดี แต่ยังขาดความหลากหลายในแดนหน้า ซึ่งถ้าได้ดิดิเยร์ ดรอกบา ศูนย์หน้าที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก กลับมา เชื่อได้ว่าเชลซีจะน่ากลัวกว่านี้อีกมาก

ส่วนเกมที่แอนฟิลด์ระหว่าง”รองจ่าฝูง”ลิเวอร์พูลกับฟูแล่ม ดูชื่อชั้นแล้วหงส์แดงน่าจะต้อนเอาชนะได้ไม่ยากเย็นนัก แต่รูปเกมที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ฟูแล่มสามารถป่วนลิเวอร์พูลได้ตั้งแต่เริ่มเกมด้วยซ้ำ

นัดนี้ ลิเวอร์พูลไม่มีสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์กัปตันทีมที่บาดเจ็บตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่ากองกลางตัวรุกที่นั่งสำรองเจอร์ราร์ดอย่างลูคัส ไลวา นั้นยังไม่สามารถ”ทดแทน”การหายไปของกัปตันไดนาโมผู้นี้ได้ รวมถึงการหลุดฟอร์มของนักเตะหลักๆอย่าง เดิร์ก เคาท์และร็อบบี้ คีน ซึ่งทำท่าจะออกทะเลหาปลาไม่ยอมเข้าฝั่งซะแล้ว

ลูคัส อาจจะเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปอเมริกาใต้สมัยเล่นให้กับเกรมิโอ แต่กับฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งมีจังหวะการเล่นที่รวดเร็วกว่าในบราซิล อีกทั้งด้วยวัยและประสบการณ์อาจจะทำให้ลูคัสยังต้อง”เรียนรู้”อีกมาก

คำถามที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการเปลี่ยนตัวฮาเวียร์ มาสเคราโน่ออกแล้วให้ ชาบี อลองโซ่ ลงมาแทนในช่วงนาที 65 เข้าใจว่าราฟาเอล เบนิเตซ ต้องการการผ่านบอลอันแม่นยำของมิดฟิลด์แชมป์ยุโรป แต่ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความ”แตกต่าง”มากนัก เพราะฟูแล่มใช้วิธีรับลึกเช่นเดียวกัน ทำให้ลูกผ่านยาวๆของ อลองโซ่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์

ส่วนตัวทะลุทะลวงที่ราฟาส่งลงมาด้วยความหวังอย่าง ไรอัน บาเบล ก็ไม่อยู่ในฟอร์มที่จะพึ่งพาอะไรได้ นาบิล เอลซาร์ ก็ได้เวลาน้อยเกินไป คำถามก็คือ ทำไมมิดฟิลด์ตัวทำเกมอย่าง ยอสซี เบนายูน ถึงไม่ได้รับโอกาสเมื่อลิเวอร์พูล”ขาด”จินตนาการในการเล่นพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งต้องใช้ผู้เล่นที่ครองบอลได้ดีอย่างเบนายูน

ก่อนหน้านี้ มีข่าวออกมาว่า เบนายูน เริ่มบ่นกระปอดกระแปดที่ไม่ได้ลงเล่นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มมองหาลู่ทางย้ายออกไปเล่นให้ทีมที่ให้โอกาสเขามากกว่านี้ ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ราฟาเชื่อใจเด็กทีมสำรองอย่างเอล ซาร์ ก่อนกัปตันทีมชาติอิสราเอลอย่างเขา ทำให้ช่วงตลาดเปิดเดือนม.ค.นี้ เบายูนมีโอกาส”ย้าย”ออกจากถิ่นแอนฟิลด์ค่อนข้างสูง

ในเดือนม.ค.นี้เอง ลิเวอร์พูลน่าจะขยับตัวในตลาดซื้อขายอีกสักครั้ง เพราะผู้เล่นสำรองของพวกเขา เช่น เจอร์เมน เพนแนนท์ ลูคัส อันเดรีย ดอสเซนา ฯลฯ ไม่สามารถ”ทดแทน”ตำแหน่งตัวจริงได้เหมือนกับเชลซี และจะส่งผล”กระทบ”ต่อการลุ้นแชมป์ลีกแรกในรอบเกือบ 20 ปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน”แชมป์เก่า”อย่างยูไนเต็ด ก็พลาดโอกาสในการทำแต้มไล่จี้สองทีมนำ เพราะทำได้แค่เสมอกับแอสตัน วิลลา 0-0 ที่วิลลา ปาร์ค ซึ่งวิลลาเองวางแผนรับมือปีศาจแดงด้วยแทคติกที่คล้ายคลึงกับเกมที่บุกทุบอาร์เซนอลแตกกระเจิงคาเอมิเรตส์ สเตเดียม ด้วยการยัดมิดฟิลด์ตัวรับถึง 3 คน และทิ้งกาเบรียล อักบอนลาฮอร์ ตัวจี๊ดทีมชาติอังกฤษ ไว้ข้างหน้าคนเดียว

ปรากฎว่า รูปเกมของวิลลาไม่ได้เป็นรอง มีโอกาสเล่นเกมโต้กลับอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความเร็วของ”แก๊บบี้”ก็สร้างปัญหาให้ริโอ เฟอร์ดินานด์และเนมันยา วิดิชได้พอสมควร ส่วนยูไนเต็ดก็มีโอกาสพอกัน แต่เวย์น รูนีย์ และ คาร์ลอส เตเวซก็นัดกันตีนบอด ว่ากันว่าถ้ารูนีย์เล่นด้วยฟอร์มเหมือนกับสมัย 3-4 ปีก่อนที่เพิ่งขึ้นชั้นมาใหม่ๆ ยูไนเต็ดน่าจะมี 3 แต้มกลับบ้านได้ไม่ยากนัก

ขณะที่ อาร์เซนอลกลายเป็นทีมที่เละเทะที่สุด หลังอาร์แซน เวนเกอร์ตัดสินใจ”ปลด”วิลเลียม กัลลาส ออกจากตำแหน่งกัปตันทีม สภาพจิตใจในทีมเรียกได้เลยว่า”ย่ำแย่”เอามากๆ

ดูจากสภาพผู้เล่นแล้วการชิงตำแหน่งอันดับ 4 ในปีนี้คงไม่ง่ายสำหรับพวกเขาแน่ๆ กองหลังตัวสำรองอย่าง เกวิน ฮอยท์หรือโยฮัน ชูรู ยังไม่ถึงชั้น ขณะที่ดาวรุ่งคนอื่นๆ เช่น คาร์ลอส เวลา แจ๊ค วิลเชียร์ อารอน แรมซีย์ ฯลฯ ยังเด็กเกินไปที่จะแบกทีมไว้ด้วยตัวเอง

การแต่งตั้งเชส ฟาเบรกาส ให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ด้วยวัยแค่ 21 ปี อาจได้กระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม เพราะเพื่อนร่วมทีมต่างออกมาสนับสนุนเขา แต่เมื่อใดที่ผลงานของทีมไม่ดีขึ้น นั่นก็จะกลายเป็น”บทพิสูจน์”ว่าฟาเบรกาสจะสามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ดีกว่ารุ่นพี่อย่างกัลลาสที่มักจะโยนบาปให้รุ่นน้องหรือไม่