เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง

อลัน แฮนเซ่น : “พวกเอ็งจะโห่กันไปถึงไหน(วะ)”

เอ็มมานูเอล เอบูเอ้แบ๊คสารพัดประโยชน์ของอาร์เซนอล คงรู้สึกได้ถึงความ”ฉุนเฉียว”ภายในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ต้นสังกัดของเขาสามารถเอาชนะวีแกนได้ 1-0 ก็ตามที เพราะเขากลายเป็น”ตัวสำรอง”ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

อาร์แซน เวนเกอร์คงต้องคิดและตัดสินใจ”ยาก”พอควรก่อนที่จะนำตัวลูกทีมของเขาออกจาก”พายุโห่”ของแฟนอาร์เซนอล แต่มันคือการตัดสินใจที่”กล้าหาญ”และ”ถูกต้อง”

หากอาร์เซนอลนำห่าง 3 ลูก ผมคาดว่า อาร์แซนคงปล่อยให้เอบูเอ้อยู่ในสนามจนจบเกมส์ แต่เขา ยืนยันว่า เอบูเอ้เป็นตัว”อันตราย”ต่อทีมในการรักษาสกอร์นำ 1-0

นักฟุตบอลทุกคนคงได้รับการสั่งสอนมาตลอดชีวิตว่า แฟนฟุตบอลเป็นคน”จ่าย”เงินค่าเหนื่อยให้พวกเรา และมี”สิทธิ”ที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองได้เสมอ แต่ผมสามารถบอกกับแฟนๆคนใดก็ตามที่ชอบ”โห่”และ”ถากถาง”ผู้เล่นในทีมที่ตนเองสนับสนุน ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้าง”ประโยชน์”อะไรทั้งนั้น

“ผมไม่เคยเห็นนักเตะคนใดในประวัติศาสตร์ที่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ทั้งที่มีเสียงโห่ของแฟนทีมตนเองเต็มสองรูหูอยู่แบบนั้น และจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ผมพูดได้เลยว่า ไม่มีความรู้สึกใดที่ดีไปกว่าการได้รับการหนุนหลังจากแฟนๆของตนเอง”

ผมเคยเผชิญหน้ากับประสบการณ์”ร้ายๆ”แบบนี้ในสมัยเล่นทีมชาติสก็อตแลนด์ในช่วงเวลาที่กระแส”ต่อต้าน”ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอังกฤษได้”ลุกลาม”เข้ามาถึงวงการฟุตบอลสก็อต ทำให้นักเตะสก็อตที่เดินทางไปค้าแข้งในลีกอังกฤษมักจะถูก”โห่ฮาป่า”เป็นประจำ

ถ้าผมจำไม่ผิดเกมนั้นสก็อตแลนด์เล่นในบ้านที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก พบกับสวิตเซอร์แลนด์ ผมกำลังอบอุ่นร่างกายก่อนลงสนาม โดยปกติแล้ว ผมมักจะอบอุ่นร่างกายกับแกรม ซูเนสส์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยกัน เพราะแฟนๆมักจะโห่แกรมมากกว่าผม แต่เกมนั้นซูเนสส์ไม่ได้ลงเล่น ทำให้ผมได้ยินเสียงตะโกนด่าจากทุกสารทิศ จากหนึ่งเป็นสอง และดูเหมือนจะลามเหมือนไฟไหม้ป่า

ผลที่ได้คือ ผมต้องใช้เวลาอีก 30 วินาทีในการเตรียม”สมาธิ”เข้าสู่เกม แต่ผมก็ยังรู้สึก”เครียด”ทุกครั้งที่บอลมาทางผม มันทำให้ผมเครียดเอามากๆ เพราะ”สไตล์”การเล่นของผม คือ เอาบอลไว้กับตัว พยายามไม่เล่นโฉ่งฉ่าง และนั่นก็อาจไม่เหมาะกับสถานการณ์”ตึงเครียด”แบบนั้น แม้ผม”พยายาม”ไม่ใส่ใจและเล่นตามเกมส์ไป แต่อยากจะบอกคุณๆไว้ว่า มันไม่ได้ทำให้ผมเล่นดีขึ้นเลย

เอบูเอ้คงจะรู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นเมื่อวันเสาร์ทีผ่านมา และการที่อาร์แซนตัดสินใจถอดเขาออก อาจทำให้”สาวก”อาร์เซนอลบางคนได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า พวกเขาได้”ล้ำเส้น”ในสิ่งที่แฟนบอลจะ”ปฏิบัติ”กับนักเตะของทีมที่ตัวเองสนับสนุนมา”มาก”เกินไปแล้ว

อย่างไรก็ดี อาชีพนักฟุตบอลก็”จำเป็น”ต้องผ่านช่วงเวลาในการกู้ชื่อเสียงและเรียกความ”มั่นใจ”ของตัวเองกลับคืนมา และอาร์แซนก็คงจะส่งเอบูเอ้ลงสนามอีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม เพราะเขาเป็นคนที่รู้วิธีที่”ดี”ที่สุดในการเรียกฟอร์มของแบ๊คทีมชาติไอวอรี โคสต์คนนี้กลับคืนมา

ผมไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์ของการโห่”บ้าบอ”นี่ทั้งหมดหรอก แต่ผมเดาได้ว่าแฟนๆคงรู้สึกว่าเอบูเอ้เล่นไม่ค่อยดีนักก่อนที่จะบาดเจ็บไป และความจริงที่”โหดร้าย”ของฟุตบอล คือ แฟนๆมักจะมีนักเตะใน”ดวงใจ”อยู่แล้วและมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อนักเตะคนหนึง”โชว์”ทักษะ 5 ครั้ง ผ่านบอลธรรมดา 5 ครั้งและทำผิดพลาด 5 ครั้งในเกมส์เดียวกัน หากนักเตะคนนั้นเป็นที่”ชื่นชอบ” แฟนๆก็จะ”จดจำ”แต่การโชว์ทักษะชั้นเยี่ยมทั้ง 5 ครั้ง แต่ถ้านักเตะคนนั้น”ไม่”เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล การทำพลาดทั้ง 5 ครั้งก็จะ”ตราตรึง”อยู่ในสมองของแฟนๆ และนักเตะจำพวกนี้ก็มักจะตกเป็น “แพะ”ในวันที่ทีมพ่ายแพ้อยู่เสมอๆ

เอบูเอ้ไม่ใช่นักเตะ”ขยะ”และผมเชื่อว่าแฟนๆทีมอื่นบางคนจะ”ปรบมือ”ให้กำลังใจเขา เพราะสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่นั้นมัน”เกิน”ทน แม้จะเป็นเรื่อง”ยาก”ที่จะทำให้ทุกคนทำเช่นนั้น แต่แฟนบอลจะ”ตอบแทน”คุณ หากคุณทำงาน”หนัก”พอและผมเชื่อว่าเอบูเอ้สามารถทำได้ เพราะเขายังมีผู้จัดการทีม”ชั้นเยี่ยม”อย่างอาร์แซนและเพื่อนร่วมทีมที่จะช่วยกันพาเขาผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้

หมายเหตุ : แปลและเรียบเรียงจากบทความของอลัน แฮนเซ่น อดีตนักเตะระดับตำนานของลิเวอร์พูล ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ให้กับบีบีซี