เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน 34 แต้มจาก 15 นัด แม้จะทำได้แค่เสมอกับทีมอย่างเวสต์แฮมทั้งที่เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ ขณะที่”อดีต”จ่าฝูงจากกรุงลอนดอนมี 33 แต้มจาก 15 นัดเท่ากัน

ราฟาเอล เบนิเตซ แสดงความพึงพอใจต่อผลงานของลูกทีม โดยนำเอาข้อมูลในช่วงเดียวกันของฤดูกาลก่อนมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในขณะนั้น ลิเวอร์พูล”ตามหลัง”ทีมนำอย่างอาร์เซนอลถึง 9 แต้ม

อย่างไรก็ตาม กูรูหลายคนในอังกฤษเริ่มส่งเสียง”กังวล”ต่อฟอร์มการเล่นของอดีตแชมป์ลีก 18 สมัยที่สองนัดล่าสุดไม่สามารถ”ทำประตู”คู่แข่งที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 10 และ 13 ได้แม้แต่ลูกเดียว

ทอมมี สมิธ อดีตปราการหลังกัปตันทีมลิเวอร์พูลในยุคทศวรรษ 1960 – 1970 ซึ่งปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเอ๊คโค่ ให้ทัศนะไว้อย่างน่าฟังว่า ทีมรักของเขาเล่นด้วยความ”อดทน”มากเกินไป ต่างจากเมื่อต้นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลนั้นเล่นด้วยความมุ่งมั่น ดุดันและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

สมิธ มองว่า ลิเวอร์พูลพยายามดึง”จังหวะ”เกมให้ช้าลง เห็นได้จากที่นักเตะแต่ละคนพยายามผ่านบอลให้กันมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดูไม่”เนียน”และจับทางได้ง่าย และการเล่นหลายจังหวะก็ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อรูปแบบการเล่นมากขึ้นไปอีก

ตำนานขาโหดของลิเวอร์พูล ยังแนะร็อบบี้ คีน ศูนย์หน้าซึ่งทำได้แค่ 4 ประตูจาก 22 นัด ว่า ควรจะเปลี่ยนวิธีการเล่นให้”ขี้เกียจ”มากขึ้น เพราะกองหน้าจอมขยันรายนี้มักจะวิ่งไล่กดดันคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่ได้ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณกรอบเขตโทษและใช้”สัญชาตญาน”นักล่าที่ศูนย์หน้าส่วนใหญ่ควรกระทำ

สำหรับ อัลเบิร์ต ริเอรา ปีกซ้ายทีมชาติสเปน ซึ่งพักหลังดูฟอร์มจะตกลงไป สมิธ แนะนำว่า ควรออกไปเล่น”ด้านกว้าง”ให้มากขึ้น พร้อมทั้งบอกให้ผู้เล่นลิเวอร์พูลคนอื่นๆยืนห่างจากริเอราให้มากกว่าเดิม เพราะริเอราจะสร้าง”ประโยชน์”ได้อย่างเต็มที่เมื่อเผชิญหน้ากับกองหลังตัวต่อตัว ซึ่งถ้ามองกันดีๆก็จะเห็นว่า ริเอรา เล่นแบบ”ข้ามาคนเดียว”ดีกว่าเล่นกับเพื่อนร่วมทีมจริงๆ

ขณะที่ ฟิล แมคนัลตี นักวิจารณ์ฟุตบอลอาวุโสของบีบีซี ชี้ว่า คีนมีปัญหาในการรับมือกับ”แรงกดดัน”ที่ถาโถมเข้าใส่ในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล คล้ายคลึงกับเครก เบลลามี อดีตศูนย์หน้าลิเวอร์พูล ที่สามารถเล่นได้อย่างสุดยอดในฐานะนักเตะเวสต์แฮมเมื่อกลับมาเยือนแอนฟิลด์

คีนกับเบลลามี มีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกัน เช่น สามารถพิสูจน์ตัวเองกับทีมขนาด”เล็กกว่า”ลิเวอร์พูลมาแล้ว และยังเป็นเดอะ ค็อปตัวยงกันมาตั้งแต่เด็กด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่ต่างไปคือ “ค่าตัว” เพราะคีนถูกซื้อมาด้วยราคาสูงถึง 20.3 ล้านปอนด์ทำให้ความ”คาดหวัง”ในตัวเขามากกว่าเบลลามี ซึ่งมีค่าตัวแค่ 6 ล้านปอนด์ ค่อนข้างเยอะ

หลายฝ่ายยังเริ่มพูดถึง”โอกาส”ในการลงสนามของไรอัน บาเบล ศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ในปีนี้ได้รับโอกาสน้อยมาก แม้กระทั่งเกมนัดล่าสุด ราฟายังตัดสินใจเลือกใช้ดาวิด เอ็นก๊อก กองหน้า”ไร้ดีกรี”จากฝรั่งเศส ก่อนหน้าเจ้าของสถิติ 10 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ บาเบลเคยออกมาบ่น”น้อยใจ”ต่อโอกาสและตำแหน่งที่เขาได้รับจากผู้จัดการทีม หลังถูกจับไปเล่น”ปีกซ้าย”หรือไม่ก็นั่งสำรอง เพราะตำแหน่งที่เขาถนัดจริงๆก็คือ “ศูนย์หน้าตัวเป้า”

จริงอยู่ที่บาเบล”ฟอร์มตก”ลงไปและจังหวะการ”เล่นเป็นทีม”แทบจะไม่มีให้เห็น แต่ด้วยความเร็วและพลังในการยิงประตู เขายังดู”อันตราย”กว่าคีนและเอ็นก๊อกอย่างเห็นได้ชัดในเกมที่ผ่านมา และศักยภาพของเขาน่าจะ”ทดแทน”การขาดหายไปของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งของทีมที่เจ็บไป ได้ดีกว่าคนอื่นๆ

ราฟาย้ำมาตลอดว่า ลิเวอร์พูลของเขายังสามารถ”พัฒนา”ระดับการเล่นได้อีกมาก เปรียบเสมือนแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่เพียง”ครึ่งแก้ว” แต่ในสถานการณ์ที่ทีมที่น้ำ”ล้นแก้ว”อย่างแมนฯยูไนเต็ด เริ่มไล่จี้ทำคะแนนไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ เดอะค็อปหลายคนคง”ภาวนา”ให้ผู้จัดการรายนี้หาวิธีเติมน้ำให้เต็มแก้วเสียที เพราะพวกเขาต่าง”กระหาย”ความสำเร็จในฟุตบอลลีกที่ขาดหายมานานเกือบ 20 ปีเข้าไปแล้ว