เมื่อยักษ์นัดกันสะดุด

ใครที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีหลังคงไม่ได้พบเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบ่อยครั้งนัก เมื่อทีมบิ๊ก”ทรี”อย่างเชลซี

น้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว

ในสัปดาห์นี้หากไม่พูดถึงลิเวอร์พูลก็คงจะไม่ได้ หลังจากที่พวกเขาสามารถ”แซง”เชลซีขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งด้วยคะแนน

“แฮร์รี แอนด์ เทอร์รี”

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทั้งในสนามและนอกสนาม ผมบังเอิญไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่ง

ชายผู้ไร้ประสบการณ์กับงานที่ดูจะหนักเกินไป!?

เรียบร้อยโรงเรียนพรีเมียร์ลีกไปอีกรายสำหรับพอล อินซ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ ที่ถูกจอห์น วิลเลียม ประธานสโมสรแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส “ไล่ออก”จากตำแหน่งสดๆร้อนๆหลังทำผลงาน”ย่ำแย่”ไม่ชนะใครในลีกติดต่อกันถึง 11 นัด

ก่อนอินซ์จะถูกปลดจากตำแหน่ง แบล็คเบิร์นเก็บชัยชนะได้แค่ 3 นัด รั้งตำแหน่ง”รองบ๊วย”ด้วย 13 คะแนน ห่างจากทีม”บ๊วย”อย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบียน แค่แต้มเดียว ผิดวิสัยทีมอย่างแบล็คเบิร์นที่ในรอบหลายปีหลังอย่างแย่ที่สุดก็น่าจะอยู่ระดับกลางตาราง

ทีมกุหลาบไฟในปีนี้มี”จุดอ่อน”เยอะมาก โดยเฉพาะ”เกมรับ” 17 นัดที่ผ่านมา โดนคู่แข่ง”ทะลวงไส้”ไปแล้วถึง 34 ประตู เกมรุกก็ทำได้แค่ 17 ประตู เฉลี่ยนัดละลูก เกมรับ”แย่” เกมรุก”ฝืด”แบบนี้ก็เตรียม”ตกชั้น”นะสิครับ

กองหน้าตัว”ความหวัง”อย่างโรเก ซานตาครูซที่ปีก่อนตะบันได้ 23 เม็ดรวมทุกรายการ มาในปีนี้ทำไปได้แค่ 3 ลูก ทั้งที่เพื่อนร่วมทีมก็เป็นหน้าเดิมๆจากยุคของมาร์ค ฮิวจ์ อดีตเพื่อนร่วมทีมของอินซ์สมัยโลดแล่นอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สิ่งที่”เห็น”ได้ชัดที่สุด คือ แบล็คเบิร์นไม่หลงเหลือความ”ดุดัน”ที่เคยเป็น”จุดเด่น”ของพวกเขาเลย แม้ว่าสมัยเป็นนักเตะ อินซ์จะเป็นพวก”บู๊ล้างผลาญ”ก็ตามที

กองกลางอย่างคีธ แอนดรูวส์ ศิษย์รักที่หอบหิ้วกันมาจากมิลตัน คีย์นส ดอนส์ ทีมเก่าของอินซ์ที่ตอนนี้อยู่ในระดับลีก วัน หรือดิวิชั่นสองเดิมนั้นยัง”ชั้น”ไม่ถึง และการตัดสินใจดันเบร็ต เอเมอร์ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เล่นแบ๊คขวาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ขึ้นมาแทนตำแหน่งของเดวิด เบนท์ลีย์ ปีกขวาทีมชาติอังกฤษที่ขายไปให้สเปอร์ส ก็ดูจะไม่เกิด”ประโยชน์”มากสักเท่าไร

แต่สิ่งที่”เสียหาย”มากที่สุดสำหรับแบล็คเบิร์นในสายตาผม คือ การปล่อยตัวแบรด ฟรีเดล นายทวารจอมหนึบชาวอเมริกัน ออกไปให้กับแอสตัน วิลล่า แล้วไปดึงผู้รักษาประตูที่น่าจะ”ห่วย”ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษอย่างพอล โรบินสัน มาแทน

ฟรีเดลนั้นเป็น”หัวใจ”ของแบล็คเบิร์นมานานเกือบสิบปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาล 2000-01 โดยนายทวารอาภัพเส้นผมรายนี้ลงเล่นให้กับสโมสรไปมากกว่า 300 นัด แถมทำประตูจากการขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมได้อีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่แบล็คเบิร์นจวนเจียนจะเสียประตู ก็ได้ฟรีเดลนี่แหละที่เป็นคนช่วยเอาไว้ ต่างจากโรบินสันที่ปัจจุบันไม่เหลือ”ฝีไม้ลายมือ”เหมือนกับช่วงที่ทะลุขึ้นมาใหม่ๆกับลีดส์ ยูไนเต็ดเมื่อเกือบสิบปีก่อน

จริงแล้วๆถ้าดูตามประวัติการทำงานของอินซ์ก็ไม่ได้”ขี้เหร่”อะไร นับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมกับสวินดอน ทาวน์ ไล่มาถึงแม็คเคิลสฟิลด์ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จกับมิลตัน คีย์น ดอนส์ โดยอินซ์สามารถพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกทู หรือดิวิชั่นสาม ได้สำเร็จภายในฤดูกาลเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของอินซ์มี”น้อย”เกินไปสำหรับการก้าวขึ้นมาสัมผัสงานระดับพรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่ายากและ”โหดหิน”กว่าระดับลีกทูมากนัก อีกทั้งสโมสรในพรีเมียร์ลีกก็ไม่ค่อยให้เวลากับผู้จัดการทีม”หน้าใหม่”เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะ ในปัจจุบันมาตรฐานของลีก”สูง”ขึ้นกว่าเดิมมาก ใครเผลอก็อาจหล่นไปอยู่ในโซน”ตกชั้น”ได้ทันที และการตกชั้นนั่นก็หมายถึงการ”สูญเสีย”รายได้จากการถ่ายทอดสดและการขายลิขสิทธิ์ต่างๆมากกว่า 40 ล้านปอนด์

แน่นอนว่าอินซ์คงไม่น่าจะได้รับ”โอกาส”ให้กลับมาเป็นผู้จัดการทีมระดับพรีเมียร์ลีกในเร็ววันนี้แน่ แต่สิ่งที่อินซ์”จำเป็น”ต้องทำคือ การ”เก็บเกี่ยว”ประสบการณ์กับทีมระดับล่างๆลงไปก่อน ซึ่งทีมระดับแชมเปียนชิพหรือลีกวันน่าจะเป็นตัวเลือกที่”ดี”สำหรับเขา

ด้วยอายุของอินซ์แค่ 41 ปี เขายังสามารถไปได้”ไกล”กว่านี้ อยู่ที่ว่าตัวเขาจะเองพร้อมที่จะ”สู้”ต่อหรือไม่ เช่นเดียวกับมิดฟิลด์รุ่นน้องอย่างรอย คีนที่ถอดใจ”ไขก๊อก”จากตำแหน่งผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้

อย่างที่ใครหลายคนว่าไว้ว่าชีวิตคือ”บทเรียน”และคนฉลาดก็มักจะ”เรียนรู้”จากความ”ผิดพลาด” ทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่าหากอินซ์และคีน”สู้ฟัด”เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำให้แฟนบอลได้เห็นเมื่อสมัยยังเป็นนักเตะแล้วละก็ โอกาสบนเส้นทางสายนี้ยัง”เปิดกว้าง”อยู่เสมอครับ